[KnB] Oneshot - - Dream 「AoKuro」

posted on 30 Jul 2015 23:36 by psychologist-coo

 

 

 

 

 

 

status : non-proof

 

please do not read if your mental is not stable ***

 

 

 

                ท้องฟ้ามืดครึ้มปกคลุมไปด้วยกลุ่มเมฆหนาบวกกับสายลมที่พัดโหมกระหน่ำ เป็นสิ่งที่ทำให้คาดเดาได้ไม่ยากว่าอีกไม่นานฝนคงเทลง และบรรดานักเรียนของเทย์โคที่ไม่ได้พกร่มติดตัวมาคงกลับได้ยากขึ้น

 

               เขาไม่ชอบบรรยากาศเช่นนี้เลย ไม่ใช่ว่าเขาเกิดนึกเป็นห่วงเพื่อนมนุษย์ร่วมโรงเรียนที่กลับบ้านไม่ได้หรือกังวลแทนพวกสมาชิกชมรมกีฬากลางแจ้งที่ต้องงดซ้อมเกือบจะตลอดฤดูฝน แน่ล่ะว่าการไม่ได้หลบไปนอนบนดาดฟ้าทำให้จิตใจห่อเหี่ยวไปอยู่บ้าง แต่ความหดหู่ที่แท้จริงกลับซ่อนอยู่ภายในช่วงเวลาหนึ่งเดือนเต็มที่ผ่านมาต่างหาก

 

               บนกระจกหน้าต่างของอาคารเรียนสะท้อนเงาของเด็กหนุ่มผิวเข้มที่พร่าเลือนเป็นระยะตามจังหวะกระทบของเม็ดฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา ดวงตาคมเจือด้วยความเศร้าบางอย่างที่ไม่อาจกลั่นออกมาเป็นคำพูด ใบหน้าของเขาเรียบเฉยขณะพยายามมองทะลุบานหน้าต่างออกไปภายนอก คล้ายภาพที่เห็นจนชินตา เป็นพายุที่พัดกระหน่ำให้จิตใจปั่นป่วน ต่างกันเพียงที่ตอนนี้เขามองจากอาคารเรียน ไม่ใช่ห้องผู้ป่วยสีขาวที่กลิ่นยาและแอลกอฮอล์คละคลุ้ง

 

               เขาสั่นศีรษะไล่ภาพเด็กหนุ่มผิวซีดใส่ท่อช่วยหายใจ มีเฝือกและสายอะไรต่อมิอะไรระโยงรยางค์ไปหมดออกจากหัว แต่ก็ทำได้อย่างมากแค่เปลี่ยนเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก เป็นภาพของเด็กหนุ่มผิวเข้มใส่เสื้อยืดสีดำ คนที่ทำหน้าเหมือนสูญเสียทุกสิ่งในชีวิตและกำลังคิดที่จะพูดอะไรบางอย่างให้ตัวเองต้องพรากจากสิ่งสำคัญทุกอย่างไปเช่นนั้นจริงๆ

 

               “ฉันลืมวิธีรับลูกพาสของนายไปหมดแล้วล่ะ”

 

               น้ำเสียงแสนเย็นชานั้นเหมือนได้ยินมาจากที่ไกลแสนไกล บาดลึกและกรีดหัวใจคนที่เคยได้เอื้อนเอ่ยมันซ้ำๆ หากเขาที่เป็นคนพูดยังเจ็บได้ถึงเพียงนี้ แล้วคนฟังที่คอยห่วงใยเขามาตลอดนั้นจะทุกข์ทรมานสักเพียงไหน

 

               โดยเฉพาะเมื่อความทรมานนั้นเองที่...

 

 

               “เท็ตสึ...”

 

 

 

..................................................

 

 

 

               1 เดือนก่อน --------------

 

 

               “เท็ตสึ!!!!!!!”

 

 

               จำไม่ได้ว่าตัวเองเคยร้องตะโกนสุดเสียงโดยไม่สนใจว่าลำคอจะแหบแห้งแบบนี้มาก่อนหรือไม่ แต่ในวินาทีนั้นเขาแค่ต้องการสักเสียงที่ดังมากพอจะปลุกเขาจากภาพตรงหน้าที่ได้เห็น

 

               ให้ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความฝัน

 

               “เท็ตสึ!!!!!!!”

 

               หากเจ้าของนามที่อาบโชกไปด้วยเลือดนั้นไหวติง...

 

               หากริมฝีปากซีดเซียวนั้นเอื้อนเอ่ยคำบางคำ...

 

 

               ที่ไม่ใช่ประโยคที่แทบจะฟังไม่รู้เรื่องว่า

 

 

               “ข...โทษ...คร...รับ....อ...มิ...เนะ.......คุง....”

 

 

..................................................

 

 

               “อาโอมิเนะคุง!”

 

               เขาสะดุ้งเมื่อเจ้าของเสียงในความทรงจำนั้นเรียกด้วยเสียงดังสุดเท่าที่ความเงียบในห้องสมุดเวลานี้จะเอื้ออำนวย ซึ่งนั่นหมายความว่าต้องเข้ามาใกล้ใบหูมากขนาดที่ลมหายใจอุ่นๆนั้นทำให้หน้าร้อนผ่าวทีเดียว

 

               “ห๊ะ เท็ตสึ!!” เขาเอามือตะปบหูตัวเอง แล้วร้องอย่างตกใจจนลืมสถานที่ที่ตัวเองอยู่ไปชั่วขณะหนึ่ง

 

               “ชู่ เบาๆหน่อยสิครับ อาโอมิเนะคุง” เจ้าของเรือนผมสีฟ้าเตือนอย่างไม่ใคร่จะดุจริงจังเท่าไหร่ ที่พอเดาได้แบบนั้นก็เพราะแววตากลมโตนั้นสะท้อนประกายอะไรบางอย่างที่มากกว่าความเรียบเฉย ซึ่งการสังเกตเห็นสิ่งนั้นเป็นหนึ่งในความสามารถที่เขาภูมิใจเป็นอันดับสี่ รองจากการเล่นบาส การนอนกลางวันและความสนใจในหน้าอกตู้มๆของไมจัง แม้ว่าอันที่จริง เพื่อนตัวเล็กกว่าของเขาอาจแค่ทำทีเป็นเตือนด้วยคำพูดก่อนที่คุณป้าบรรณารักษ์ท่าทางถมึงทึงซึ่งยืนตาขวางอยู่ถัดไปไม่ไกลจะนึกอยากมาอบรมด้วยตัวเองโดยใช้กำลังอย่างป่าเถื่อน

 

               “ว่าแต่...” มีอะไรงั้นหรือเท็ตสึ?

 

               เขากลืนประโยคหลังลงไปในลำคอเมื่อลืมตามองรอบข้างชัดๆ เขานั่งอยู่ในห้องสมุด โดยมีเท็ตสึนั่งตรงข้ามกับเขา มือเรียวเล็กกุมหนังสือเล่มหนึ่งเอาไว้ เขาไม่ได้ยินเสียงสายฝนภายนอก ทั้งที่เมื่อครู่พายุพัดโหมขนาดนั้น

 

               ไม่สิ... ไม่ใช่ว่าเมื่อครู่เขากำลังยืนมองผ่านกระจกหน้าต่างอยู่หรือ

 

               “อาโอมิเนะคุงยังฝันอยู่รึเปล่าครับ”

 

               ฝัน? งั้นเขาคงหลับไปจริงๆ... แต่จำไม่ได้เลยว่าเริ่มนอนตอนไหน

 

               “ฝันอะไรกันเล่า ว่าแต่นายเถอะ เล่นปลุกตอนคนกำลังหลับสบายเลยนะ” คิดว่าอีกฝ่ายคงใช้การเล่นคำอะไรสักอย่าง เพราะถึงเขาจะไม่ถนัดวิชาภาษาญี่ปุ่นเท่าไหร่ แต่ก็รู้สึกว่า ‘ตื่นรึยัง’ หรือ ‘ยังหลับอยู่เหรอ’ ดูจะเข้ากับสถานการณ์งัวเงียเมื่อครู่มากกว่า ‘ยังฝัน’

 

               เจ้าของเรือนผมสีฟ้าหัวเราะเบาๆ เป็นห้วงเวลาที่ราวกับหยุดนิ่ง หากพายุฝนครึ้มฟ้าเมื่อครู่คือความมืดมิด เสียงสดใสที่ได้ยิน รอยยิ้มระบายอ่อนๆที่ได้เห็น คงเปรียบเป็นแสงสว่างในวันท้องฟ้าสดใสที่สาดทอให้อบอุ่นไปทั้งหัวใจ

 

               เขารู้สึกว่าความอบอุ่นนั้นมันแผ่ขึ้นมาถึงสองข้างแก้มจนไม่อาจจ้องมองภาพนั้นได้อีกต่อไป ความละอายใจบางอย่างบีบให้เขาลดสายตาลงมายังหนังสือในมือของอีกฝ่ายแทน และพบว่าตัวเองพยายามอ่านชื่อหนังสือด้วยความลำบากยิ่ง

 

               “ก็ห้องสมุดใกล้ปิดแล้วนี่ครับ” เป็นประโยคที่อธิบายว่าทำไมเหลือแค่พวกเขาสองคนในห้องสมุดกับบรรณารักษ์ท่าทางดุดันอีกคน เท็ตสึคงเห็นเขาขมวดคิ้วและขมุบขมิบปากอยู่นานจึงได้เอ่ยขึ้น “สนใจเหรอครับ”

 

               ซึ่งท่าทางยิ้มน้อยๆอย่างสุขใจนั่นคงดูน่าเอ็นดูมากหากไม่มีประโยคต่อมา

 

               “อาโอมิเนะคุงอยากอ่านหนังสือแบบนี้ หิมะต้องตกแน่ๆครับ”

 

               “เท็ตสึ!!!” โวยออกไปก่อนจะทันตะครุบปากตัวเอง เขารีบหันรีหันขวาง กลัวจะโดนคุณป้าผู้พิทักษ์ห้องสมุดมาเขกกบาลเอา แต่ก็ไร้วี่แวว มีเพียงความเงียบและเท็ตสึที่ทำหน้างงๆอยู่ตรงหน้าเขาเท่านั้น

 

               ไม่ใช่ว่าอยู่ใกล้ๆนี่จนถึงเมื่อไม่นานมานี้หรอกหรือ...

 

               แล้วห้องสมุดโรงเรียนเรา... มีบรรณารักษ์ตั้งแต่เมื่อไหร่

 

               “Blue’s Bride ครับ”

 

               “ห๊ะ อะไรนะ” เขาลืมเรื่องที่กำลังสงสัยไปเสียสนิทเมื่อได้ยินเท็ตสึท่องคาถาอะไรสักอย่าง

 

               บะรู บะรู?

 

               “ชื่อหนังสือน่ะครับ Blue’s Bride เป็นวรรณกรรมที่ผมชอบมากเรื่องหนึ่งเลยล่ะ ถึงจะยังอ่านไม่จบก็เถอะครับ”

 

..................................................

 

               1 เดือนก่อน --------------

 

               เขากำลังเดินก้มหน้าฝ่าสายฝน วนเวียนอยู่กับภาพผู้เล่นฝั่งตรงข้ามที่หยุดนิ่งเสมอเมื่อเขานึกย้อนกลับไปในการแข่งหรือจินตนาการถึงแมตซ์ต่อๆไปในอนาคต เขารู้สึกหมดอาลัยตายอยาก อะไรๆก็ดูเหมือนจะเลวร้าย เขาไม่ได้พูดเกินไปเลยตอนที่บอกกับคู่หูของตนว่าลืมวิธีรับลูกพาสไปหมดแล้ว เพราะแค่สัมผัสหยาบกร้านของลูกบาสซึ่งเคยรู้สึกว่าเร่าร้อนยังเยียบเย็นและพร่าเลือนจนแทบจำไม่ได้เลย

 

               แล้วจู่ๆเสียงวิ่งในหัวก็ดังขึ้นรอบตัว เหมือนห้วงความคิดปรากฏขึ้นในความเป็นจริง เพียงแต่คนที่วิ่งผ่านเขาไปไม่ใช่นักกีฬา แต่เป็นผู้คนธรรมดาที่กำลังแตกตื่น

 

               “ได้ยินว่าคนขับหลับใน--”

 

               “เด็กไม่เป็นไรสินะ--”

 

               เขาปล่อยให้ประโยคเหล่านั้นผ่านเลยไปเช่นเดียวกับผู้คนรอบข้าง ไม่เป็นไรก็ดีแล้วไม่ใช่รึไง ทำไมต้องแตกตื่นกันด้วย

 

               ทำไม... ถึงไม่หยุดวิ่งกัน

 

               ทั้งๆที่... คนอ่อนแอทำอะไรไม่ได้ก็ต้องยอมแพ้ไปเองแท้ๆ

 

               “น่าสงสาร--”

 

               “ยังอายุน้อยอยู่เลย--”

 

               “ไปช่วยเอาไว้สินะเด็กอีกคนถึงรอด..”

 

               “เหมือนจะเป็นเด็กเทย์โครึเปล่า...”

 

               ตอนนั้นเองที่เขาหันขวับไปคว้าแขนคนข้างๆ หัวใจสูบฉีด สมองมึนงง ทั้งที่อาจไม่เกี่ยวกับเขาเลย แต่ทำไมถึงได้ตัดสินใจไปแบบนั้นนะ

 

               ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้เขากลัวจับขั้วหัวใจ...

 

               “ที่ไหน...” เขาไม่สนใจว่าตัวเองกำลังเสียมารยาท แรงบีบหนักๆที่แขนทำให้อีกฝ่ายต้องรีบตอบอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก

 

 

               “หน้าร้านมาจิเบอร์เกอร์น่ะสิ!!

 

 

..................................................

 

               เขากำลังมองผ่านกระจกร้านมาจิเบอร์เกอร์ เห็นถนนที่เวลานี้ไร้รถสัญจร แม้กระทั่งผู้คนก็ดูบางตาอย่างน่าประหลาด ท้องฟ้าภายนอกสดใสไร้วี่แววฝน ที่ยิมของโรงเรียน พวกสมาชิกชมรมบาสคงกำลังฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ตามคำสั่งของอาคาชิ ยกเว้นเขากับคู่หูที่หลบมานั่งอยู่มุมหนึ่งของร้านฟาสท์ฟู้ดที่คุ้นเคย

 

               เขาใช้หลอดคนน้ำแข็งในแก้ววนเป็นวงกลมอย่างไร้จุดหมาย จริงๆแล้วการเปลี่ยนจากห้องสมุดมาเป็นร้านเบอร์เกอร์ก็ไม่ได้ทำให้กิจวัตรต่างไปจากเดิมนัก เขายังคงนั่งคิดอะไรไปเรื่อยบ้าง เผลอหลับบ้าง ไม่ได้อยากกินอะไร ในขณะที่เท็ตสึเองก็นั่งอ่านหนังสือเช่นเดิม และไม่ได้แตะต้องวนิลาเชคตรงหน้าเลย

 

               บะลูส์ ไบรุโดะ…

 

               หรืออะไรบางอย่างที่ออกเสียงคล้ายๆแบบนั้น

 

               ปกติเขาไม่เคยสังเกตเลยว่าเจ้าตัวอ่านหนังสือเรื่องอะไร แต่ละเล่มใช้เวลานานแค่ไหน หากครั้งนี้เขาคิดว่าอีกฝ่ายพิถีพิถันกับการอ่านมากทีเดียว หน้าต่อหน้าผ่านไปอย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังซึมซับอะไรบางอย่าง

 

               “กำลังคิดอะไรอยู่หรือ...”

 

               เขาเผลอบอกสิ่งที่สงสัยออกไปเป็นคำพูด

 

               ใบหน้าขาวใสนั้นต้องแสงอาทิตย์อ่อนๆยามเย็น รอยยิ้มน้อยๆผุดขึ้นบนดวงหน้าที่กระจ่างราวกับกระเบื้องเคลือบ

 

               “กำลังคิดว่าตอนจบของเรื่องราวจะเป็นอย่างไรน่ะครับ”

 

               เสียงน้ำแข็งที่หมุนวนหยุดกึก เขารู้สึกได้ว่าตัวเองหยุดมือก่อนจะได้ยินเสียงเบรกดังลั่นเสียอีก

 

 

               เอี๊ยดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

               โครมมม!!

 

 

..................................................

 

 

               1 เดือนก่อน --------------

 

               “คนไข้ไม่มีชีพจร Start CPR ค่ะ รีบเตรียมใส่ Tube เร็ว” เป็นเสียงคำสั่งที่ดังชัดเจน ในตอนที่ทีมแพทย์และพยาบาลต่างทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ ทั้งคนขึ้นปั๊มหัวใจ คนเตรียมของ คนให้ยา ไม่มีขาดตกบกพร่อง นั่นเป็นภาพสุดท้ายที่ได้เห็นก่อนประตูห้องฉุกเฉินจะปิดลง พร้อมกั้นทุกสรรพเสียงไว้เบื้องหลัง

 

               มือของใครสักคนวางบนไหล่สั่นเทาของเขา เขารู้โดยไม่ต้องเงยหน้าขึ้นมองว่าอีกฝ่ายคืออาคาชิ

 

               “นั่งก่อนเถอะ ไดกิ”

 

               ทั้งที่ไม่ได้ฟังดูบงการ หากแต่อะไรบางอย่างในน้ำเสียงนั้นกลับทำให้เขายอมทำตามความต้องการนั้นโดยง่าย เขาทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ถัดจากมุราซากิบาระที่เอาแต่นั่งจ้องห่อขนมเฉยๆโดยไม่แตะต้อง ห่างออกไปคือคิเสะที่ปกติจะร่าเริงจนน่าหมั่นไส้อยู่เสมอ กลับนิ่งเงียบ สีหน้าไม่บ่งบอกว่ากำลังคิดอะไร เช่นเดียวกับมิโดริมะที่ยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง ขาดลักกี้ไอเท็มบ้าบอติดตัวเหมือนทุกที  แม้แต่ซัทสึกิที่นั่งก้มหน้าก้มตาหลังจากส่งผ้าขนหนูให้เขาก็ไม่มีเสียงสะอื้น

 

               ทั้งที่ทุกคนต่างรู้สถานการณ์และสามารถคาดเดาผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดได้ แต่คงเพราะกัปตันทีมของเขาที่นั่งกอดอกเฝ้ารออย่างใจเย็นนั่นเองที่ทำให้ทุกคนยังพอคุมสติอยู่

 

               เขาบีบผ้าขนหนูชื้นๆในมือแน่น สีขาวของมันทำ