[KnB] Oneshot - - Dream 「AoKuro」

posted on 30 Jul 2015 23:36 by psychologist-coo

 

 

 

 

 

 

status : non-proof

 

please do not read if your mental is not stable ***

 

 

 

                ท้องฟ้ามืดครึ้มปกคลุมไปด้วยกลุ่มเมฆหนาบวกกับสายลมที่พัดโหมกระหน่ำ เป็นสิ่งที่ทำให้คาดเดาได้ไม่ยากว่าอีกไม่นานฝนคงเทลง และบรรดานักเรียนของเทย์โคที่ไม่ได้พกร่มติดตัวมาคงกลับได้ยากขึ้น

 

               เขาไม่ชอบบรรยากาศเช่นนี้เลย ไม่ใช่ว่าเขาเกิดนึกเป็นห่วงเพื่อนมนุษย์ร่วมโรงเรียนที่กลับบ้านไม่ได้หรือกังวลแทนพวกสมาชิกชมรมกีฬากลางแจ้งที่ต้องงดซ้อมเกือบจะตลอดฤดูฝน แน่ล่ะว่าการไม่ได้หลบไปนอนบนดาดฟ้าทำให้จิตใจห่อเหี่ยวไปอยู่บ้าง แต่ความหดหู่ที่แท้จริงกลับซ่อนอยู่ภายในช่วงเวลาหนึ่งเดือนเต็มที่ผ่านมาต่างหาก

 

               บนกระจกหน้าต่างของอาคารเรียนสะท้อนเงาของเด็กหนุ่มผิวเข้มที่พร่าเลือนเป็นระยะตามจังหวะกระทบของเม็ดฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา ดวงตาคมเจือด้วยความเศร้าบางอย่างที่ไม่อาจกลั่นออกมาเป็นคำพูด ใบหน้าของเขาเรียบเฉยขณะพยายามมองทะลุบานหน้าต่างออกไปภายนอก คล้ายภาพที่เห็นจนชินตา เป็นพายุที่พัดกระหน่ำให้จิตใจปั่นป่วน ต่างกันเพียงที่ตอนนี้เขามองจากอาคารเรียน ไม่ใช่ห้องผู้ป่วยสีขาวที่กลิ่นยาและแอลกอฮอล์คละคลุ้ง

 

               เขาสั่นศีรษะไล่ภาพเด็กหนุ่มผิวซีดใส่ท่อช่วยหายใจ มีเฝือกและสายอะไรต่อมิอะไรระโยงรยางค์ไปหมดออกจากหัว แต่ก็ทำได้อย่างมากแค่เปลี่ยนเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก เป็นภาพของเด็กหนุ่มผิวเข้มใส่เสื้อยืดสีดำ คนที่ทำหน้าเหมือนสูญเสียทุกสิ่งในชีวิตและกำลังคิดที่จะพูดอะไรบางอย่างให้ตัวเองต้องพรากจากสิ่งสำคัญทุกอย่างไปเช่นนั้นจริงๆ

 

               “ฉันลืมวิธีรับลูกพาสของนายไปหมดแล้วล่ะ”

 

               น้ำเสียงแสนเย็นชานั้นเหมือนได้ยินมาจากที่ไกลแสนไกล บาดลึกและกรีดหัวใจคนที่เคยได้เอื้อนเอ่ยมันซ้ำๆ หากเขาที่เป็นคนพูดยังเจ็บได้ถึงเพียงนี้ แล้วคนฟังที่คอยห่วงใยเขามาตลอดนั้นจะทุกข์ทรมานสักเพียงไหน

 

               โดยเฉพาะเมื่อความทรมานนั้นเองที่...

 

 

               “เท็ตสึ...”

 

 

 

..................................................

 

 

 

               1 เดือนก่อน --------------

 

 

               “เท็ตสึ!!!!!!!”

 

 

               จำไม่ได้ว่าตัวเองเคยร้องตะโกนสุดเสียงโดยไม่สนใจว่าลำคอจะแหบแห้งแบบนี้มาก่อนหรือไม่ แต่ในวินาทีนั้นเขาแค่ต้องการสักเสียงที่ดังมากพอจะปลุกเขาจากภาพตรงหน้าที่ได้เห็น

 

               ให้ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความฝัน

 

               “เท็ตสึ!!!!!!!”

 

               หากเจ้าของนามที่อาบโชกไปด้วยเลือดนั้นไหวติง...

 

               หากริมฝีปากซีดเซียวนั้นเอื้อนเอ่ยคำบางคำ...

 

 

               ที่ไม่ใช่ประโยคที่แทบจะฟังไม่รู้เรื่องว่า

 

 

               “ข...โทษ...คร...รับ....อ...มิ...เนะ.......คุง....”

 

 

..................................................

 

 

               “อาโอมิเนะคุง!”

 

               เขาสะดุ้งเมื่อเจ้าของเสียงในความทรงจำนั้นเรียกด้วยเสียงดังสุดเท่าที่ความเงียบในห้องสมุดเวลานี้จะเอื้ออำนวย ซึ่งนั่นหมายความว่าต้องเข้ามาใกล้ใบหูมากขนาดที่ลมหายใจอุ่นๆนั้นทำให้หน้าร้อนผ่าวทีเดียว

 

               “ห๊ะ เท็ตสึ!!” เขาเอามือตะปบหูตัวเอง แล้วร้องอย่างตกใจจนลืมสถานที่ที่ตัวเองอยู่ไปชั่วขณะหนึ่ง

 

               “ชู่ เบาๆหน่อยสิครับ อาโอมิเนะคุง” เจ้าของเรือนผมสีฟ้าเตือนอย่างไม่ใคร่จะดุจริงจังเท่าไหร่ ที่พอเดาได้แบบนั้นก็เพราะแววตากลมโตนั้นสะท้อนประกายอะไรบางอย่างที่มากกว่าความเรียบเฉย ซึ่งการสังเกตเห็นสิ่งนั้นเป็นหนึ่งในความสามารถที่เขาภูมิใจเป็นอันดับสี่ รองจากการเล่นบาส การนอนกลางวันและความสนใจในหน้าอกตู้มๆของไมจัง แม้ว่าอันที่จริง เพื่อนตัวเล็กกว่าของเขาอาจแค่ทำทีเป็นเตือนด้วยคำพูดก่อนที่คุณป้าบรรณารักษ์ท่าทางถมึงทึงซึ่งยืนตาขวางอยู่ถัดไปไม่ไกลจะนึกอยากมาอบรมด้วยตัวเองโดยใช้กำลังอย่างป่าเถื่อน

 

               “ว่าแต่...” มีอะไรงั้นหรือเท็ตสึ?

 

               เขากลืนประโยคหลังลงไปในลำคอเมื่อลืมตามองรอบข้างชัดๆ เขานั่งอยู่ในห้องสมุด โดยมีเท็ตสึนั่งตรงข้ามกับเขา มือเรียวเล็กกุมหนังสือเล่มหนึ่งเอาไว้ เขาไม่ได้ยินเสียงสายฝนภายนอก ทั้งที่เมื่อครู่พายุพัดโหมขนาดนั้น

 

               ไม่สิ... ไม่ใช่ว่าเมื่อครู่เขากำลังยืนมองผ่านกระจกหน้าต่างอยู่หรือ

 

               “อาโอมิเนะคุงยังฝันอยู่รึเปล่าครับ”

 

               ฝัน? งั้นเขาคงหลับไปจริงๆ... แต่จำไม่ได้เลยว่าเริ่มนอนตอนไหน

 

               “ฝันอะไรกันเล่า ว่าแต่นายเถอะ เล่นปลุกตอนคนกำลังหลับสบายเลยนะ” คิดว่าอีกฝ่ายคงใช้การเล่นคำอะไรสักอย่าง เพราะถึงเขาจะไม่ถนัดวิชาภาษาญี่ปุ่นเท่าไหร่ แต่ก็รู้สึกว่า ‘ตื่นรึยัง’ หรือ ‘ยังหลับอยู่เหรอ’ ดูจะเข้ากับสถานการณ์งัวเงียเมื่อครู่มากกว่า ‘ยังฝัน’

 

               เจ้าของเรือนผมสีฟ้าหัวเราะเบาๆ เป็นห้วงเวลาที่ราวกับหยุดนิ่ง หากพายุฝนครึ้มฟ้าเมื่อครู่คือความมืดมิด เสียงสดใสที่ได้ยิน รอยยิ้มระบายอ่อนๆที่ได้เห็น คงเปรียบเป็นแสงสว่างในวันท้องฟ้าสดใสที่สาดทอให้อบอุ่นไปทั้งหัวใจ

 

               เขารู้สึกว่าความอบอุ่นนั้นมันแผ่ขึ้นมาถึงสองข้างแก้มจนไม่อาจจ้องมองภาพนั้นได้อีกต่อไป ความละอายใจบางอย่างบีบให้เขาลดสายตาลงมายังหนังสือในมือของอีกฝ่ายแทน และพบว่าตัวเองพยายามอ่านชื่อหนังสือด้วยความลำบากยิ่ง

 

               “ก็ห้องสมุดใกล้ปิดแล้วนี่ครับ” เป็นประโยคที่อธิบายว่าทำไมเหลือแค่พวกเขาสองคนในห้องสมุดกับบรรณารักษ์ท่าทางดุดันอีกคน เท็ตสึคงเห็นเขาขมวดคิ้วและขมุบขมิบปากอยู่นานจึงได้เอ่ยขึ้น “สนใจเหรอครับ”

 

               ซึ่งท่าทางยิ้มน้อยๆอย่างสุขใจนั่นคงดูน่าเอ็นดูมากหากไม่มีประโยคต่อมา

 

               “อาโอมิเนะคุงอยากอ่านหนังสือแบบนี้ หิมะต้องตกแน่ๆครับ”

 

               “เท็ตสึ!!!” โวยออกไปก่อนจะทันตะครุบปากตัวเอง เขารีบหันรีหันขวาง กลัวจะโดนคุณป้าผู้พิทักษ์ห้องสมุดมาเขกกบาลเอา แต่ก็ไร้วี่แวว มีเพียงความเงียบและเท็ตสึที่ทำหน้างงๆอยู่ตรงหน้าเขาเท่านั้น

 

               ไม่ใช่ว่าอยู่ใกล้ๆนี่จนถึงเมื่อไม่นานมานี้หรอกหรือ...

 

               แล้วห้องสมุดโรงเรียนเรา... มีบรรณารักษ์ตั้งแต่เมื่อไหร่

 

               “Blue’s Bride ครับ”

 

               “ห๊ะ อะไรนะ” เขาลืมเรื่องที่กำลังสงสัยไปเสียสนิทเมื่อได้ยินเท็ตสึท่องคาถาอะไรสักอย่าง

 

               บะรู บะรู?

 

               “ชื่อหนังสือน่ะครับ Blue’s Bride เป็นวรรณกรรมที่ผมชอบมากเรื่องหนึ่งเลยล่ะ ถึงจะยังอ่านไม่จบก็เถอะครับ”

 

..................................................

 

               1 เดือนก่อน --------------

 

               เขากำลังเดินก้มหน้าฝ่าสายฝน วนเวียนอยู่กับภาพผู้เล่นฝั่งตรงข้ามที่หยุดนิ่งเสมอเมื่อเขานึกย้อนกลับไปในการแข่งหรือจินตนาการถึงแมตซ์ต่อๆไปในอนาคต เขารู้สึกหมดอาลัยตายอยาก อะไรๆก็ดูเหมือนจะเลวร้าย เขาไม่ได้พูดเกินไปเลยตอนที่บอกกับคู่หูของตนว่าลืมวิธีรับลูกพาสไปหมดแล้ว เพราะแค่สัมผัสหยาบกร้านของลูกบาสซึ่งเคยรู้สึกว่าเร่าร้อนยังเยียบเย็นและพร่าเลือนจนแทบจำไม่ได้เลย

 

               แล้วจู่ๆเสียงวิ่งในหัวก็ดังขึ้นรอบตัว เหมือนห้วงความคิดปรากฏขึ้นในความเป็นจริง เพียงแต่คนที่วิ่งผ่านเขาไปไม่ใช่นักกีฬา แต่เป็นผู้คนธรรมดาที่กำลังแตกตื่น

 

               “ได้ยินว่าคนขับหลับใน--”

 

               “เด็กไม่เป็นไรสินะ--”

 

               เขาปล่อยให้ประโยคเหล่านั้นผ่านเลยไปเช่นเดียวกับผู้คนรอบข้าง ไม่เป็นไรก็ดีแล้วไม่ใช่รึไง ทำไมต้องแตกตื่นกันด้วย

 

               ทำไม... ถึงไม่หยุดวิ่งกัน

 

               ทั้งๆที่... คนอ่อนแอทำอะไรไม่ได้ก็ต้องยอมแพ้ไปเองแท้ๆ

 

               “น่าสงสาร--”

 

               “ยังอายุน้อยอยู่เลย--”

 

               “ไปช่วยเอาไว้สินะเด็กอีกคนถึงรอด..”

 

               “เหมือนจะเป็นเด็กเทย์โครึเปล่า...”

 

               ตอนนั้นเองที่เขาหันขวับไปคว้าแขนคนข้างๆ หัวใจสูบฉีด สมองมึนงง ทั้งที่อาจไม่เกี่ยวกับเขาเลย แต่ทำไมถึงได้ตัดสินใจไปแบบนั้นนะ

 

               ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้เขากลัวจับขั้วหัวใจ...

 

               “ที่ไหน...” เขาไม่สนใจว่าตัวเองกำลังเสียมารยาท แรงบีบหนักๆที่แขนทำให้อีกฝ่ายต้องรีบตอบอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก

 

 

               “หน้าร้านมาจิเบอร์เกอร์น่ะสิ!!

 

 

..................................................

 

               เขากำลังมองผ่านกระจกร้านมาจิเบอร์เกอร์ เห็นถนนที่เวลานี้ไร้รถสัญจร แม้กระทั่งผู้คนก็ดูบางตาอย่างน่าประหลาด ท้องฟ้าภายนอกสดใสไร้วี่แววฝน ที่ยิมของโรงเรียน พวกสมาชิกชมรมบาสคงกำลังฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ตามคำสั่งของอาคาชิ ยกเว้นเขากับคู่หูที่หลบมานั่งอยู่มุมหนึ่งของร้านฟาสท์ฟู้ดที่คุ้นเคย

 

               เขาใช้หลอดคนน้ำแข็งในแก้ววนเป็นวงกลมอย่างไร้จุดหมาย จริงๆแล้วการเปลี่ยนจากห้องสมุดมาเป็นร้านเบอร์เกอร์ก็ไม่ได้ทำให้กิจวัตรต่างไปจากเดิมนัก เขายังคงนั่งคิดอะไรไปเรื่อยบ้าง เผลอหลับบ้าง ไม่ได้อยากกินอะไร ในขณะที่เท็ตสึเองก็นั่งอ่านหนังสือเช่นเดิม และไม่ได้แตะต้องวนิลาเชคตรงหน้าเลย

 

               บะลูส์ ไบรุโดะ…

 

               หรืออะไรบางอย่างที่ออกเสียงคล้ายๆแบบนั้น

 

               ปกติเขาไม่เคยสังเกตเลยว่าเจ้าตัวอ่านหนังสือเรื่องอะไร แต่ละเล่มใช้เวลานานแค่ไหน หากครั้งนี้เขาคิดว่าอีกฝ่ายพิถีพิถันกับการอ่านมากทีเดียว หน้าต่อหน้าผ่านไปอย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังซึมซับอะไรบางอย่าง

 

               “กำลังคิดอะไรอยู่หรือ...”

 

               เขาเผลอบอกสิ่งที่สงสัยออกไปเป็นคำพูด

 

               ใบหน้าขาวใสนั้นต้องแสงอาทิตย์อ่อนๆยามเย็น รอยยิ้มน้อยๆผุดขึ้นบนดวงหน้าที่กระจ่างราวกับกระเบื้องเคลือบ

 

               “กำลังคิดว่าตอนจบของเรื่องราวจะเป็นอย่างไรน่ะครับ”

 

               เสียงน้ำแข็งที่หมุนวนหยุดกึก เขารู้สึกได้ว่าตัวเองหยุดมือก่อนจะได้ยินเสียงเบรกดังลั่นเสียอีก

 

 

               เอี๊ยดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

               โครมมม!!

 

 

..................................................

 

 

               1 เดือนก่อน --------------

 

               “คนไข้ไม่มีชีพจร Start CPR ค่ะ รีบเตรียมใส่ Tube เร็ว” เป็นเสียงคำสั่งที่ดังชัดเจน ในตอนที่ทีมแพทย์และพยาบาลต่างทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ ทั้งคนขึ้นปั๊มหัวใจ คนเตรียมของ คนให้ยา ไม่มีขาดตกบกพร่อง นั่นเป็นภาพสุดท้ายที่ได้เห็นก่อนประตูห้องฉุกเฉินจะปิดลง พร้อมกั้นทุกสรรพเสียงไว้เบื้องหลัง

 

               มือของใครสักคนวางบนไหล่สั่นเทาของเขา เขารู้โดยไม่ต้องเงยหน้าขึ้นมองว่าอีกฝ่ายคืออาคาชิ

 

               “นั่งก่อนเถอะ ไดกิ”

 

               ทั้งที่ไม่ได้ฟังดูบงการ หากแต่อะไรบางอย่างในน้ำเสียงนั้นกลับทำให้เขายอมทำตามความต้องการนั้นโดยง่าย เขาทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ถัดจากมุราซากิบาระที่เอาแต่นั่งจ้องห่อขนมเฉยๆโดยไม่แตะต้อง ห่างออกไปคือคิเสะที่ปกติจะร่าเริงจนน่าหมั่นไส้อยู่เสมอ กลับนิ่งเงียบ สีหน้าไม่บ่งบอกว่ากำลังคิดอะไร เช่นเดียวกับมิโดริมะที่ยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง ขาดลักกี้ไอเท็มบ้าบอติดตัวเหมือนทุกที  แม้แต่ซัทสึกิที่นั่งก้มหน้าก้มตาหลังจากส่งผ้าขนหนูให้เขาก็ไม่มีเสียงสะอื้น

 

               ทั้งที่ทุกคนต่างรู้สถานการณ์และสามารถคาดเดาผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดได้ แต่คงเพราะกัปตันทีมของเขาที่นั่งกอดอกเฝ้ารออย่างใจเย็นนั่นเองที่ทำให้ทุกคนยังพอคุมสติอยู่

 

               เขาบีบผ้าขนหนูชื้นๆในมือแน่น สีขาวของมันทำให้เขามองเห็นภาพที่ยังติดตา ผิวขาวโพลนตัดกับสีของเลือดที่แม้ถูกสายฝนชะล้างก็ยังอาบทั่วร่าง สีขาวของกระดูกขาที่หักทิ่มแทงออกมา และสีขาวของแก้ววนิลาเชคที่อยู่ห่างจากร่างนั้นไปไม่ไกล

 

               อาคาชิเป็นคนรับเขาขึ้นรถระหว่างทางที่เขาพยายามวิ่งมาโรงพยาบาล ตอนนั้นฝนเริ่มซาลง แต่ในหัวเขายังได้ยินเสียงดังหึ่งๆจนแทบจับใจความเรื่องที่อีกฝ่ายคุยกับใครสักคน.. น่าจะเป็นมิโดริมะ? ทางโทรศัพท์ไม่ได้

 

               “เท็ตสึยะโดดเข้าไปช่วยเด็กประถมคนหนึ่งจนถูกรถบรรทุกที่คนขับหลับในชนเอาน่ะ ใช่.. เด็กคนนั้นปลอดภัยดี แต่คนของเราอาการสาหัสมาก”

 

               ‘สาหัสมาก’ ยังถือเป็นคำอธิบายที่ปราณีเมื่อเทียบกับสภาพจริงที่ได้เห็น...

 

               เหมือนเหตุการณ์ที่ริมแม่น้ำจะผ่านมานานแสนนานทั้งที่มันเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เอง เสียงเข็มวินาทีดังขึ้นในความเงียบหน้าห้องฉุกเฉินอย่างน่ารำคาญ คล้ายกับจะตอกย้ำความยาวนานของเวลาที่ต้องรอคอย

 

               ความรู้สึกหลายอย่างพัดสับสนปนเปในตัวจนชวนให้คลื่นไส้ ความเศร้า ความโกรธ ความเสียใจ ความสำนึกผิด อะไรหลายอย่างท่วมท้นจนเขาเรียบเรียงมันออกมาเป็นคำพูดไม่ถูก รู้เพียงทุกสิ่งทุกอย่างผลักดันให้เขาภาวนาขอให้เท็ตสึฟื้นกลับมาอีกครั้ง หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อก็ได้ จะมีคู่แข่งทัดเทียมหรือไม่ก็ไม่สำคัญอีกแล้ว การแข่งจะเป็นอย่างไร การเล่นของเขาจะนำพาความแหลกเหลวมาสู่ทีมแค่ไหนก็ช่าง

 

               ขอเพียงคำพูดสุดท้ายที่อีกฝ่ายได้ยินไม่ใช่ประโยคประชดประชันที่แสนเลวร้าย...

 

               ขอเพียงคำพูดสุดท้ายที่อีกฝ่ายพยายามบอกไม่ใช่คำขอโทษที่มีให้แก่คนที่เอ่ยทำร้ายจิตใจคนนั้น...

 

 

               แม้บาดเจ็บเจียนตายก็ยังเป็นห่วงกันอีกงั้นเหรอ—

 

 

               ทำไมกัน...

 

               ทำไมถึงได้รู้สึกเหมือนมีอะไรบีบรัดในอกจนหายใจไม่ออกแบบนี้

 

 

..................................................

 

               ไม่รู้ว่าเพราะเขาเอาแต่คิดว่าสถานที่ที่เต็มไปด้วยหนังสือเรียนจะน่าอึดอัดมาตลอด หรือเพราะมีอีกคนนั่งอยู่ตรงข้ามกันต่างหากที่ทำให้รู้สึกว่าห้องสมุดช่างมีบรรยากาศเงียบสงบ เชื่องช้า และชวนให้สบายใจ

 

               โดยเฉพาะรอยยิ้มอ่อนๆของคนที่มักหน้านิ่งอยู่เสมอนั่นแหละ ที่ทำให้สถานที่แห่งนี้อบอุ่นมากกว่าบนดาดฟ้า แต่ก็ไม่ร้อนจัดเกินไปเหมือนตอนเล่นบาสในโรงยิม

 

               “ชอบขนาดนั้นเลยเหรอ”

 

               เขาเอาคางเกยแขนเตรียมจะงีบ แต่ก็ไม่หลับสักทีเพราะเอาแต่จ้องใครบางคนอยู่

 

               คนถูกถามวางที่คั่นหนังสือบนหน้ากระดาษหนึ่งก่อนจะปิดมันลง และวางไว้ตรงหน้าอย่างนุ่มนวล เขาเพิ่งมาสังเกตว่าเท็ตสึอ่านไปไกลจนถึงช่วงท้ายๆของเล่มแล้ว

 

               เขาก้มมองตัวอักษรภาษาอังกฤษสีน้ำเงินสวยงามบนหน้าปก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับแววตาสีฟ้าที่มองอย่างตรงไปตรงมาเสมอในความทรงจำ คนตรงหน้าไม่ได้ยิ้ม มันทำให้เขานึกถึงตอนที่ได้รู้จักกันใหม่ๆ ความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าแบบที่ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นไปด้วยหวนกลับมาอีกครั้ง

 

               น้ำเสียงอ่อนโยน บางเบา ทว่าชัดเจนนัก

 

 

               “ชอบครับ อาโอมิเนะคุง”

 

 

..................................................

 

 

               ครึ่งเดือนก่อน --------------

 

               ICU เป็นหอผู้ป่วยที่ต้องเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดเนื่องจากอาการคนไข้ไม่คงที่ อาจมีการเปลี่ยนแปลงที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนได้ทุกเมื่อ จึงไม่แปลกที่เวลาเยี่ยมจะน้อยและจำกัด เพื่อให้ทีมแพทย์และพยาบาลให้การดูแลอย่างสุดความสามารถ เขาจึงต้องใช้เวลาทุกนาทีนั้นให้คุ้มค่ามากที่สุด แต่ก็ทำได้อย่างมากแค่ยืนจับมือแบบที่ทำมาทุกครั้งเท่านั้น เรือนผมสีฟ้าถูกพันด้วยผ้าพันแผลอาจเป็นภาพที่คุ้นตา เนื่องจากเจ้าตัวชอบเอาหัวไปให้โดนกระแทกจนบาดเจ็บอยู่บ่อยๆ แต่เมื่อรวมเข้ากับท่อช่วยหายใจที่เอาออกไม่ได้เสียที กับสายระบายที่ต่อจากช่องซี่โครง รวมไปถึงขาซ้ายที่ยังเข้าเฝือกอยู่ ก็ทำให้ร่างที่ไม่ไหวติงนั้นดูเหมือนเจ้าหญิงนิทราที่กำลังหลับสนิท มีเพียงหน้าอกเท่านั้นที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะเครื่องช่วยหายใจ

 

               คุณหมอบอกกับพวกเขาว่าเท็ตสึมีเลือดออกในสมอง แต่ก็ไม่เยอะถึงขนาดที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด และผลเอ็กซเรย์ล่าสุดเมื่อวานก็ให้ข่าวดีว่าไม่มีเลือดออกมาเพิ่มเติมอีก

 

               จะเป็นปัญหาก็แต่ตอนที่รับมาโรงพยาบาล บาดแผลเปิดของกระดูกหักที่ขาร่วมกับเลือดออกในช่องเยื่อหุ้มปอด ทำให้เลือดไหลเวียนไม่เพียงพอ จึงทำให้สมองขาดเลือด

 

               คนที่รับฟังเรื่องทั้งหมดแล้วเข้าใจคงมีแต่อาคาชิกับมิโดริมะ คนอื่นๆอย่างเขา มุราซากิบาระ แล้วก็คิเสะได้แต่ทำหน้างง มาตามทันอีกทีตอนที่อาคาชิบอกว่า

 

               “เรื่องค่าใช้จ่าย ทางผมจะรับผิดชอบเอง ระหว่างนี้ให้ใส่เครื่องช่วยหายใจต่อไปนะครับ”

 

               แม้ประโยคนั้นจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม แต่ความน่าเกรงขามอันไม่น่าจะมีได้ตั้งแต่วัยขนาดนี้คงทำให้ศัลยแพทย์วัยกลางคนรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก คล้ายกับรับฟังประโยคขอร้องจากใครสักคนที่กำลังเอากรรไกรแหลมคมจ่อคอตนอยู่

 

               “ถ้าเจ้าหญิงนิทราฟื้นได้ด้วยจูบของเจ้าชายเหมือนในนิทานก็คงดีสินะ” ซัทสึกิพยายามพูดให้บรรยากาศผ่อนคลาย แต่เขานึกตามไม่ออกจริงๆ

 

               คงเพราะคนที่เขาอยู่ด้วยเสมอ ใช้ชีวิตกับวรรณกรรมมากกว่าพวกเทพนิยายล่ะมั้ง

 

               เขากุมมือเท็ตสึแน่นขึ้นระหว่างมองไปที่ข้างหมอน ตามปกติโรงพยาบาลคงไม่อนุญาตแน่ๆ แต่เพราะเป็นอำนาจของกัปตันทีมบาสของเขาที่ทำให้มีหนังสือเล่มหนึ่งว่างอยู่เสมอๆ

 

               เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่าไม่เคยสนใจมาก่อน...

 

               ทุกครั้งเขาจะเอาแต่มองหน้าไร้สีเลือดของเท็ตสึ หวนถึงเรื่องเลวร้ายที่ได้ทำลง เหมือนย้อนไปที่ริมแม่น้ำ แล้วก็กลับมายืนข้างๆที่ห้อง ICU อีกครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

               เมื่อหมดเวลาเยี่ยม เขาก็เดินตามทุกคนออกมา ข้างนอกฝนตกแรงอีกแล้ว บานหน้าต่างถูกสายฝนปะทะ ชะล้างเงาของพวกเขาทุกคนให้พร่าเลือนเป็นระยะ

 

               ฝนพรั่งพรูตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา ราวกับจะชดเชยซึ่งหยดน้ำตาของพวกเขาทั้งหกที่ไม่เคยได้หลั่งริน

 

 

               หนังสือเล่มนั้นมีชื่อว่าอะไรกันนะ...

 

 

..................................................

 

               10 วันก่อน --------------

 

               “บี... ไอ... เอ่อ ตัวยูใช่ไหม แล้วก็... อี เหรอ?”

 

               เขามัวแต่เขียนตัวอักษรเดิมซ้ำๆอย่างไม่เข้าใจความหมายลงไปบนหน้ากระดาษสมุดระหว่างที่อาจารย์กำลังสอน

 

               จะง่ายกว่าหรือเปล่าถ้าเขาแค่ถามใครสักคนออกไป

 

               แต่เขา... อยากเข้าใจด้วยตัวเองมากกว่า

 

 

               อย่างน้อยในเวลานี้เขาก็อยากพยายามเพื่อให้เข้าใกล้เท็ตสึอีกสักนิดก็ยังดี

 

 

..................................................

 

 

               “กำลังยืนทำอะไรอยู่น่ะ ไดกิ”

 

               เสียงที่ดังกังวานของอาคาชิทำให้เขารู้สึกตัวว่ากำลังยืนมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกหน้าต่างอยู่ บัดนี้เงานั้นไม่ได้สวมเสื้อยืดสีดำหรือยืนอยู่ริมแม่น้ำอีกแล้ว เงานั้นสวมชุดนักเรียนเทย์โคแบบเดียวกับเพื่อนๆอีกห้าคนที่ตามมาสมทบ เวลาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาทำให้พวกเขาสนิทกันเสียยิ่งกว่าตอนอยู่ในชมรมเสียอีก

 

               อาจเพราะมีความรู้สึกแบบเดียวกัน... เพราะต่างเป็นห่วงใครคนหนึ่งจากใจเหมือนๆกัน...

 

               สายสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเพราะคุโรโกะ เท็ตสึยะ... ถึงจะไม่ใช่สาเหตุในรูปแบบที่ใครๆพึงปรารถนา... แต่ผลลัพธ์ที่ได้มาก็คุ้มค่ายิ่ง

 

               “พวกนายกำลังจะไปเยี่ยมเท็ตสึที่โรงบาลเหรอ”

 

               กลุ่มคนฟังดูแปลกใจ แต่เขาตกใจเสียยิ่งกว่าที่จู่ๆซัทสึกิก็ร้องไห้

 

               “เป็นอะไรไปน่ะห๊ะ เท็ตสึยังไม่ตายซะหน่อย!”

 

               เมื่อเขาพูดจบ ไม่เพียงแต่หญิงสาวคนเดียวในกลุ่มที่มีท่าทีแปลกไป คิเสะเองก็ดูตื่นตระหนกและผงะไปข้างหลังเล็กน้อย มิโดริมะขยับแว่นอย่างไม่จำเป็นอยู่ห้าถึงหกครั้ง มุราซากิบาระเหมือนพร้อมจะปล่อยแก้ววนิลาเชคในมือตัวเองตลอดเวลา ส่วนอาคาชิตาเบิกกว้างชั่วครู่ ก่อนจะกลับมาทำสีหน้าสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย

 

               “เข้าใจล่ะ” นัยน์ตาสองสีที่ทอดมองมา ไม่ได้ตำหนิติเตียน ทว่า... ดูเห็นใจ มากกว่าจะเชื่อว่านี่คืออาคาชิจริงๆ

 

               “หมายความว่าไง” เขาจ้องเจ้าของเรือนผมสีแดง สลับกับคนอื่นๆที่พยายามหลบตา

 

               “.....” แล้วเมื่ออาคาชิทิ้งจังหวะเงียบไว้เนิ่นนาน กว่าจะตอบคำถามเขาออกมา อาโอมิเนะก็เหมือนจะตระหนักถึงความจริงก่อนที่อีกฝ่ายจะเอ่ยประโยคนั้นออกมาเสียอีก

 

               “นายคงหลอกตัวเองว่าเท็ตสึยะยังอยู่ด้วยกันสินะ”

 

 

..................................................

 

 

               1 สัปดาห์ก่อน --------------

 

               หลังจากใช้ความพยายามอยู่นาน คนที่แต่ไหนแต่ไรเข้าร้านหนังสือก็พุ่งตรงไปแผนกกราเวียร์บุ๊คตลอดก็ตามหาหนังสือวรรณกรรมเล่มหนึ่งเจอในที่สุด

 

               Blue’s Bride

 

“ถ้าหาหนังสือเล่มนี้เจอแสดงว่าคุณเป็นคนพิเศษ เจ้าของร้านเราว่าไว้อย่างนั้นน่ะครับ” พนักงานร้านพูดระหว่างที่กำลังคิดเงิน แล้วอธิบายต่อเมื่อเขาทำหน้างงออกไป “เพราะเป็นหนังสือที่ทั้งชื่อและปกไม่ค่อยสะดุดตา แต่เนื้อหาข้างใน... อืม คุณต้องลองอ่านเองครับ ว่าจะพอใจหรือไม่กับบทสรุปที่ได้”

 

               เขาพยักหน้า และรับเงินทอน ไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม มัวแต่คิดว่าคำอธิบายลักษณะหนังสือช่างคล้ายคุณสมบัติของคนที่เขาคุ้นเคยเสียจริง

 

               แล้วถ้าอีกฝ่ายได้มาเห็นเขาตอนเปิดหนังสือเล่มนี้อ่านล่ะก็ คงจะหัวเราะเบาๆแล้วพูดว่า

 

               “อาโอมิเนะคุงอยากอ่านหนังสือแบบนี้ หิมะต้องตกแน่ๆครับ”

 

               เขายิ้มให้กับมโนภาพนั้น รู้สึกอบอุ่นราวกับได้ยินอีกฝ่ายบอกกับตนเช่นนั้นจริงๆ

 

 

..................................................

 

 

               5 วันก่อน --------------

 

               ไม่ใช่เพียงเพราะเขาไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่เนื่องด้วยตัวเนื้อหาของวรรณกรรมเล่มนี้เองที่ทำให้การอ่านเป็นไปอย่างเชื่องช้า จะอ่านในที่ที่เสียงดังให้เข้าใจนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย เขาจึงต้องหลบมาอยู่ในสถานที่ที่ตัวเองไม่คุ้นเคยอย่างห้องสมุดโรงเรียน

 

               เขาเพิ่งรู้ว่าคู่หูของตัวเองชอบอ่านนิยายรัก...

 

               แถมไม่ใช่รักแบบวัยรุ่นหรือรักฉาบฉวย หากแต่เป็นความรักลึกซึ้งที่ถักทอจากความผูกพันของคนสองคนที่ในที่สุดก็ตัดสินใจแต่งงานกัน

 

               ซึ่งการตัดสินใจนั้นเองที่ทำให้ความลงรอยกันมาตลอดถึงคราวขาดสะบั้น โดยจุดนี้เขาแอบตำหนิความคิดโลดโผนของฝ่ายชายอยู่หน่อยที่ให้ไปจัดงานบนเกาะร้าง ถึงเขาจะไม่ใช่คนชอบอ่านนิยายหรือดูละครก็เถอะ แต่มาทำนองนี้มันก็ทำให้เดาเรื่องได้ว่าจะเจออุปสรรคอะไรอีกมากแน่ๆ

 

 

               เขาพยายามจะไม่อ่านข้าม ถึงมีหลายครั้งที่ต้องหยุดอ่านสองถึงสามรอบเพื่อทำความเข้าใจก็ตาม พอนึกอยากหยุดพักก็จะปิดหนังสือลง บนปกหลังมีเพียงมือที่กุมกันกับคำถามที่เขียนว่า

 

 

               “เธอยังฝันอยู่รึเปล่า”

 

 

..................................................

 

 

               3 วันก่อน --------------

 

               ด้วยความที่ห้องสมุดของโรงเรียนวันนี้มีคนเข้าไปใช้บริการเยอะจนเสียงดังจอแจไปหมด เขาจึงต้องหลบมายังร้านมาจิเบอร์เกอร์

 

               เขานั่งคนน้ำแข็งในแก้วไปมา ขณะจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง ร่องรอยของอุบัติเหตุครั้งนั้นไม่หลงเหลืออยู่แล้ว น่าแปลกที่ไม่มีรถสวนไปมา และคนก็ออกจะบางตาเกินไปด้วยซ้ำ

 

               เขาหันกลับมาสนใจหนังสืออีกครั้ง ระหว่างปล่อยให้วนิลาเชคแก้วที่เผลอสั่งมาด้วยความเคยชินละลายไปทั้งแบบนั้น

 

               นางเอกหวิดจะตายเพราะพระเอกหลายต่อหลายครั้ง จนเขาเริ่มอึดอัดมากขึ้นเมื่อในที่สุดนางเอกก็ประสบอุบัติเหตุเข้าขั้นโคม่า

 

 

               แล้วจู่ๆเสียงเอฟเฟคที่เขียนบนหน้ากระดาษก็ดังก้องในหัว

 

 

               เอี๊ยดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

 

               โครมมม!!

 

 

               เขาไม่รู้ว่าตัวเองหยุดมือที่กำลังคนแก้วน้ำแข็งไปตั้งแต่เมื่อไหร่

 

 

..................................................

 

 

               เมื่อวาน --------------

 

               อย่างน้อยห้องสมุดก็ทำให้เขาจดจ่อกับหนังสือได้มากกว่าร้านฟาสท์ฟู้ด เขาติดตามเนื้อเรื่องมาจนถึงตอนที่แพทย์แจ้งกับญาติว่านางเอกมีชีวิตอยู่ได้ด้วยเครื่องเท่านั้น

 

               และถ้าถอดออกเมื่อไหร่...

 

               “เรื่องค่าใช้จ่าย ทางผมจะรับผิดชอบเอง ระหว่างนี้ให้ใส่เครื่องช่วยหายใจต่อไปนะครับ”

 

               ราวกับเขาเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ด้วยตัวเอง ซึ่งเพื่อนของพระเอกพูดประโยคนั้นด้วยน้ำเสียงของอาคาชิ ไม่สิ... ตอนนี้คนๆนี้ก็ดูมีร่างกายเป็นกัปตันทีมของเขาไปแล้ว

 

               “ถ้าอีกสองสัปดาห์ต่อจากนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ถึงเวลานั้นพวกผมคงต้องตัดสินใจครับ...”

 

               เขายืนอยู่ตำแหน่งเดียวกับพระเอก รู้สึกลำคอแห้งผาก ความผิดบาปที่ได้ทำเหมือนรวมตัวเป็นก้อนแข็งที่กลืนไม่ลง ค้างอยู่ในลำคออยู่แบบนั้น

 

               หนักอึ้ง... หากแต่รู้ดีว่าเพียงขว้างมันให้ไกลออกไป ร่างกายก็จะเบาหวิว

 

               ปราศจากภาระ...

 

               แต่ก็... ไร้ซึ่งหัวใจอีกต่อไป

 

               ดวงตาของเขายังจ้องค้างที่คำว่า ‘บทอวสาน’ หากแต่ความคิดดูจะไม่โลดแล่นอีกต่อไป จู่ๆเขากลับไม่อยากรับรู้ จึงใส่ที่คั่นหนังสือไว้และปิดมันลง

 

               ถึงเขาจะไม่ใช่พระเอกในนิยาย และต่อให้คนที่ทำให้นางเอกในชีวิตจริงตกอยู่ในสภาพนั้นไม่ใช่เขา หากแต่...

 

               "เท็ตสึ..."

 

               เขารีบไปโรงพยาบาล

 

 

..................................................

 

 

               วันนี้ --------------

 

 

               เขารู้สึกว่ายังได้ยินเสียงฝนโหมกระหน่ำนอกหน้าต่างอาคารเรียนตอนที่น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยเรียกชื่อของตัวเอง แขนสองข้างที่หนุนรองต่างหมอนถูกเหน็บกินไปหมด ศีรษะหนักอึ้งเหมือนคนถูกปลุกในเวลาที่ไม่เหมาะสม แต่น่าแปลกที่พอเขาเงยหน้าขึ้นมาเห็นดวงหน้าขาวกับรอยยิ้มบางๆนั้น เขากลับลืมเลือนที่จะโมโห

 

               “ขอโทษที่ปลุกนะครับอาโอมิเนะคุง”

 

               เขาเอามือเกาหัว และโบกมือเป็นเชิงว่าไม่ถือสา

 

               “พอดีเห็นคุณท่าทางเหมือนฝันร้ายน่ะครับ”

 

               อาโอมิเนะขยี้ตา พยายามทบทวนความฝันเมื่อครู่ แต่กลับจำไม่ได้เลย

 

               “ยังสบายดีรึเปล่าครับ” คู่หูตัวเล็กกว่าเอื้อมมือมาแตะหน้าผากเขา รู้สึกได้ทันทีว่าบริเวณที่สัมผัสกันร้อนผ่าว แล้วยังร้อนมาถึงแก้มสองข้างอีกด้วย

 

               “ส-สบายดีน่า” เขารีบหลบสายตาที่มองตรงมา กลัวว่าอีกฝ่ายจะอ่านความคิดที่น่าละอายของเขาได้ ตอนนั้นเองที่เขาก้มลงมาเห็นหนังสือในมือของอีกฝ่าย

 

               เขารู้สึกว่าม่านตาตัวเองขยายกว้างอย่างตื่นตระหนก

 

               “Blue’s Bride…?”

 

               เท็ตสึหัวเราะเบาๆ หากแต่เป็นเสียงที่ดังกังวานไพเราะที่สุดสำหรับเขา ความอบอุ่นนั้นราวกับแผ่เข้ามาปลอบโยนเด็กตัวโตที่กำลังหวาดหวั่นสับสน

 

               “ผมว่าอาโอมิเนะคุงไม่เหมาะกับการอ่านหนังสือจริงๆนั่นแหละครับ” เขามองตามสายตาอีกฝ่ายไปยังหนังสือเล่มหนึ่งที่ตนเอาศอกทับอยู่ “เล่มนั้นต่างหากครับที่ชื่อ Blue’s Bride ตอนที่ยังอ่านไม่จบนั้นเป็นเรื่องที่ผมชอบมาก แต่พอมาถึงบทสุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนใจเลยล่ะครับ..”

 

               “หลังถอดเครื่องช่วยหายใจ เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ”

 

               เขาเพิ่งรู้เอาป่านนี้ว่ารอยยิ้มของคนที่เรียกตัวเองว่าเงา สว่างสดใสกว่ารอยยิ้มของใครๆในโลก...

 

               “มาต่อเอาภาคใหม่ที่ผมกำลังอ่านน่ะครับ”

 

               อาโอมิเนะเผลอหัวเราะออกมา

 

               “งั้นจะรอฟังบทสรุปจากเท็ตสึก็แล้วกัน...”

 

 

..................................................

 

 

 

 

|___/\_____________________|

 

 

-- Can not detect pulse --

 

 

|__________________________|

 

 

-- Asystole --

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“เธอยังฝันอยู่รึเปล่า”