[KHR] Ficlet - - Housewife's Skill 「D18」
posted on 27 Apr 2008 20:19 by psychologist-coo
"นี่เคียวยะ....."
เสียงเรียกอย่างลังเลเล็ดลอดผ่านริมฝีปากของคนที่เอาแต่นั่งจ้องใครบางคนอยู่นานสิบแปดนานแล้ว
ทว่า... อีกฝ่ายไม่เพียงไม่ตอบรับใด ๆ แต่กลับทำในสิ่งที่คนมองแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองต่อไป
แทนที่ควรจะเป็นบอสแห่งคาบัคโรเน่ซึ่งมีสกิลซุ่มซ่ามติดตัวจนสามารถกลิ้งตกบันไดได้ตลอดเวลา
แต่ดันกลายเป็นหัวหน้ากรรมการรักษาระเบียบที่สมองน่าจะได้รับความกระทบกระเทือนไปซะอย่างนั้น
นัยน์ตาสีน้ำตาลเชื่อมยังคงถูกบังคับให้จดจ้องเพื่อเก็บรายละเอียดมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้
แม้ร่างกายอยากจะผุดขึ้นจากโซฟาไปกระชากแขนถามคนที่ไม่คิดสนใจเขามากแค่ไหนก็ตาม
แววตาสีเดียวกับฟากฟ้ายามรัตติกาลเพ่งมองวัตถุหนึ่งซึ่งต่างไปจากตัวอักษรบนหน้ากระดาษอย่างเคย
เรียวนิ้วที่ละจากด้ามปากกาและทอนฟาขยับไปมาเป็นจังหวะราวกับกำลังบรรเลงท่วงทำนอง
ดวงหน้าปราศจากรอยยิ้มหาได้ดูเกรี้ยวกราด หากแต่ฉายแววจริงจังและมุ่งมั่นในสิ่งที่ดำเนินอยู่
เข็มวินาทีเคลื่อนคล้อยผ่านหน้าปัดนาฬิการอบแล้วรอบเล่า
จนในที่สุด คนถูกมองมาตลอดก็เงยหน้าขึ้นสบประสานสายตาเสียที
เมื่อเห็นลูกศิษย์ตนเริ่มตระหนักว่ามีใครอีกคนอยู่ในห้องนอกจากตัวเอง
คนที่พยายามสงบปากมาจนกระทั่งบัดนี้ก็เตรียมจะเพรียกหาคำอธิบาย
แค่ไม่ถึงเสี้ยวสิบแปดวินาที ร่างที่ผละจากเก้าอี้ประจำก็มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า
ไม่ทันให้ได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด ๆ มากไปกว่านามที่เรียกได้เพียงเขา
"เคียวยะ....."
"รับไปซะ"
วัตถุที่เจ้าตัวสามารถจดจ่อได้นานกว่าการขย้ำสัตว์กินพืชเป็นครั้งแรกถูกยื่นให้
แม้คนส่งมอบจะไม่ยอมหันตามฝ่ามือมามองเลยก็ตาม
ม้าพยศรับของสิ่งนั้นมาอย่างไม่เข้าใจนัก แล้วนัยน์ตาสีน้ำตาลก็ค่อย ๆ เบิกกว้าง
ไม่ว่าเจ้าของมือจะพยายามซ่อนสักแค่ไหนก็ไม่พ้นสายตาเขา
นิ้วเรียวที่รีบชักกลับข้างลำตัวแทบจะพรุนไปด้วยรอยเข็ม
"หรือว่านี่....."
"หุบปากน่า!!"
ด้วยความรีบตวาดกลับ คนที่เสมองไปทางอื่นจึงเผลอหันหน้ามาให้เห็น
ความรู้สึกบางอย่างสะท้อนผ่านรอยแดงระเรื่อที่ไม่อาจปิดบังไว้บนใบหน้า
"เคียวยะกำลังเขิน..."
"ได้แล้วก็รีบออกไปซะที!!"
ออกคำสั่งพร้อมวาดทอนฟาไล่คนที่ทำท่าว่าจะขยับรอยยิ้ม
ฝ่ายที่ถูกประทุษร้ายรีบเอี้ยวตัวหลบ ก่อนจะจรลีผ่านบานประตูออกไป
ไม่วายบ่นทิ้งท้ายมากระทบโสตประสาทของคนที่อยู่ข้างในห้อง
"เคียวยะใจร้าย"
"..."
ไม่ว่าลูกศิษย์เขาจะตอกกลับมาด้วยคำพูดแทงใจใด ๆ
อาจารย์สอนพิเศษคนนี้ก็ไม่คิดจะรับรู้อีกต่อไปแล้ว
สายตาพินิจดูวัตถุที่ได้รับมา สองขาก้าวผ่านระเบียงทางเดิน
ผืนผ้านุ่มสีขาวพิสุทธิ์คลุมอยู่บนปลายนิ้ว
สัมผัสของมันทั้งเบาบางและอ่อนโยน
แม้ใครจะมองว่าต่างจากผู้ที่มอบให้มามากมายสักเพียงไร
แต่เขารับรู้ได้ว่าเบื้องหลังความแข็งแกร่งและโดดเดี่ยวนั้นซุกซ่อนอะไรอยู่
และด้วยความเผลอมองของขวัญที่ได้มาจนไม่ละสายตา
หรืออาจเป็นเพราะบัดนี้สายตาไม่ได้มีไว้ทัศนาบุรุษแว่น
ผ้าสีขาวผืนบางเลื่อนหลุดจากฝ่ามือปลิวลงไปยังพื้นเบื้องล่าง
โดยมีร่างของม้าพยศหล่นกระแทกตามไปแทบจะในทันที
เมื่อถึงบันไดขั้นสุดท้ายพร้อมกับที่ผ้าผืนนุ่มร่อนลงมาหยุดนิ่งบนใบหน้า
เขาจึงเพิ่งตระหนักว่าจริง ๆ แล้วคนที่อุตส่าห์ไปเฝ้ารอนั้นตั้งใจจะทำอะไร
นานมาแล้วที่เคยบอกไว้ระหว่างฝึกถึงความสำคัญของรอยสักเขา
บัดนี้อีกฝ่ายได้ถ่ายทอดมันสลักผ่านผืนผ้าสีขาวบริสุทธิ์แล้ว
สัญลักษณ์แห่งคาบัคโรเน่ถูกปักด้วยเส้นไหมสีจางจนแทบไม่อาจสังเกตเห็น
ถึงจะบิดเบี้ยวไปบ้าง ลากด้ายข้ามตำแหน่งไปนิด แต่ก็สื่อถึงความพยายาม
จากคนไม่คุ้นเคยงานฝีมือเท่าการอาละวาด.....
.....แด่คนสำคัญที่ไม่คาดหวังจะได้รับของตอบแทนใด ๆ
สำหรับบอสแห่งคาบัคโรเน่แล้วนี่อาจเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า....
....ว่าที่นายหญิงเองก็มีความเป็นแม่ศรีเรือนอยู่บ้างเหมือนกัน
เสียงเรียกอย่างลังเลเล็ดลอดผ่านริมฝีปากของคนที่เอาแต่นั่งจ้องใครบางคนอยู่นานสิบแปดนานแล้ว
ทว่า... อีกฝ่ายไม่เพียงไม่ตอบรับใด ๆ แต่กลับทำในสิ่งที่คนมองแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองต่อไป
แทนที่ควรจะเป็นบอสแห่งคาบัคโรเน่ซึ่งมีสกิลซุ่มซ่ามติดตัวจนสามารถกลิ้งตกบันไดได้ตลอดเวลา
แต่ดันกลายเป็นหัวหน้ากรรมการรักษาระเบียบที่สมองน่าจะได้รับความกระทบกระเทือนไปซะอย่างนั้น
นัยน์ตาสีน้ำตาลเชื่อมยังคงถูกบังคับให้จดจ้องเพื่อเก็บรายละเอียดมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้
แม้ร่างกายอยากจะผุดขึ้นจากโซฟาไปกระชากแขนถามคนที่ไม่คิดสนใจเขามากแค่ไหนก็ตาม
แววตาสีเดียวกับฟากฟ้ายามรัตติกาลเพ่งมองวัตถุหนึ่งซึ่งต่างไปจากตัวอักษรบนหน้ากระดาษอย่างเคย
เรียวนิ้วที่ละจากด้ามปากกาและทอนฟาขยับไปมาเป็นจังหวะราวกับกำลังบรรเลงท่วงทำนอง
ดวงหน้าปราศจากรอยยิ้มหาได้ดูเกรี้ยวกราด หากแต่ฉายแววจริงจังและมุ่งมั่นในสิ่งที่ดำเนินอยู่
เข็มวินาทีเคลื่อนคล้อยผ่านหน้าปัดนาฬิการอบแล้วรอบเล่า
จนในที่สุด คนถูกมองมาตลอดก็เงยหน้าขึ้นสบประสานสายตาเสียที
เมื่อเห็นลูกศิษย์ตนเริ่มตระหนักว่ามีใครอีกคนอยู่ในห้องนอกจากตัวเอง
คนที่พยายามสงบปากมาจนกระทั่งบัดนี้ก็เตรียมจะเพรียกหาคำอธิบาย
แค่ไม่ถึงเสี้ยวสิบแปดวินาที ร่างที่ผละจากเก้าอี้ประจำก็มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้า
ไม่ทันให้ได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด ๆ มากไปกว่านามที่เรียกได้เพียงเขา
"เคียวยะ....."
"รับไปซะ"
วัตถุที่เจ้าตัวสามารถจดจ่อได้นานกว่าการขย้ำสัตว์กินพืชเป็นครั้งแรกถูกยื่นให้
แม้คนส่งมอบจะไม่ยอมหันตามฝ่ามือมามองเลยก็ตาม
ม้าพยศรับของสิ่งนั้นมาอย่างไม่เข้าใจนัก แล้วนัยน์ตาสีน้ำตาลก็ค่อย ๆ เบิกกว้าง
ไม่ว่าเจ้าของมือจะพยายามซ่อนสักแค่ไหนก็ไม่พ้นสายตาเขา
นิ้วเรียวที่รีบชักกลับข้างลำตัวแทบจะพรุนไปด้วยรอยเข็ม
"หรือว่านี่....."
"หุบปากน่า!!"
ด้วยความรีบตวาดกลับ คนที่เสมองไปทางอื่นจึงเผลอหันหน้ามาให้เห็น
ความรู้สึกบางอย่างสะท้อนผ่านรอยแดงระเรื่อที่ไม่อาจปิดบังไว้บนใบหน้า
"เคียวยะกำลังเขิน..."
"ได้แล้วก็รีบออกไปซะที!!"
ออกคำสั่งพร้อมวาดทอนฟาไล่คนที่ทำท่าว่าจะขยับรอยยิ้ม
ฝ่ายที่ถูกประทุษร้ายรีบเอี้ยวตัวหลบ ก่อนจะจรลีผ่านบานประตูออกไป
ไม่วายบ่นทิ้งท้ายมากระทบโสตประสาทของคนที่อยู่ข้างในห้อง
"เคียวยะใจร้าย"
"..."
ไม่ว่าลูกศิษย์เขาจะตอกกลับมาด้วยคำพูดแทงใจใด ๆ
อาจารย์สอนพิเศษคนนี้ก็ไม่คิดจะรับรู้อีกต่อไปแล้ว
สายตาพินิจดูวัตถุที่ได้รับมา สองขาก้าวผ่านระเบียงทางเดิน
ผืนผ้านุ่มสีขาวพิสุทธิ์คลุมอยู่บนปลายนิ้ว
สัมผัสของมันทั้งเบาบางและอ่อนโยน
แม้ใครจะมองว่าต่างจากผู้ที่มอบให้มามากมายสักเพียงไร
แต่เขารับรู้ได้ว่าเบื้องหลังความแข็งแกร่งและโดดเดี่ยวนั้นซุกซ่อนอะไรอยู่
และด้วยความเผลอมองของขวัญที่ได้มาจนไม่ละสายตา
หรืออาจเป็นเพราะบัดนี้สายตาไม่ได้มีไว้ทัศนาบุรุษแว่น
ผ้าสีขาวผืนบางเลื่อนหลุดจากฝ่ามือปลิวลงไปยังพื้นเบื้องล่าง
โดยมีร่างของม้าพยศหล่นกระแทกตามไปแทบจะในทันที
เมื่อถึงบันไดขั้นสุดท้ายพร้อมกับที่ผ้าผืนนุ่มร่อนลงมาหยุดนิ่งบนใบหน้า
เขาจึงเพิ่งตระหนักว่าจริง ๆ แล้วคนที่อุตส่าห์ไปเฝ้ารอนั้นตั้งใจจะทำอะไร
นานมาแล้วที่เคยบอกไว้ระหว่างฝึกถึงความสำคัญของรอยสักเขา
บัดนี้อีกฝ่ายได้ถ่ายทอดมันสลักผ่านผืนผ้าสีขาวบริสุทธิ์แล้ว
สัญลักษณ์แห่งคาบัคโรเน่ถูกปักด้วยเส้นไหมสีจางจนแทบไม่อาจสังเกตเห็น
ถึงจะบิดเบี้ยวไปบ้าง ลากด้ายข้ามตำแหน่งไปนิด แต่ก็สื่อถึงความพยายาม
จากคนไม่คุ้นเคยงานฝีมือเท่าการอาละวาด.....
.....แด่คนสำคัญที่ไม่คาดหวังจะได้รับของตอบแทนใด ๆ
สำหรับบอสแห่งคาบัคโรเน่แล้วนี่อาจเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า....
....ว่าที่นายหญิงเองก็มีความเป็นแม่ศรีเรือนอยู่บ้างเหมือนกัน

แหม...นึกว่าให้อะไร ชวนจิ้นนะเคอะ หึๆๆ *-*
#1 By CHIIYO +~แม่ชีลัทธิ Otaku~+ on 2008-04-27 21:59