[APH] (Not) Alone 「SpainxS.Italy」

posted on 30 Sep 2009 21:12 by psychologist-coo

 

 

 

...

 

 

Title : (Not) Alone

Pairing : Antonio x Romano (Spain x S.Italy)

Rating : NC-17

Author's note :

1.ขอบคุณทั่นส้ม (Evilcat) สำหรับคำแนะนำเรื่องชื่อเรียกโอยะบุนนะคะ ^ ^

2.โรมาโน่ในฟิคนี้จะมีอายุระหว่างตอนเด็ก-ปัจจุบันค่ะ

3.ประวัติศาสตร์ในเรื่องนี้เป็นเรื่องสมมติทั้งสิ้นจ้ะ (ไม่อ้างอิงความจริงแต่ประการใด)

4.เป็นฟิคแรกของคู่นี้ค่ะ ^0^//

 



...(Not) Alone...



แสงแดดอ่อนๆ ทอผ่านม่านลินินสีขาวเข้ามาปลุกให้เด็กหนุ่มตื่นจากห้วงนิทราอันยาวนาน แขนเรียวชันตัวลุกขึ้นช้าๆ ก่อนจะหันไปปิดนาฬิกาปลุกก่อนที่มันจะส่งเสียงหนวกหูน่ารำคาญ อันที่จริงนาฬิกาเรือนนี้เขาตั้งใจซื้อมาเพื่อตั้งปลุกตัวเองในเช้าวันนี้โดยเฉพาะ แต่มันกลับได้ทำหน้าที่แค่ย้ำเตือนถึงเวลาที่เจ้าของตั้งใจจะตื่นเท่านั้น


ใบหน้าอ่อนเยาว์ดูอ่อนโยนกว่ายามปกติเมื่อเจ้าตัวสูดอากาศยามเช้าเข้าไปเต็มปอด สัมผัสอบอุ่นที่แสนสดชื่นทำให้เขาหวนนึกไปถึงตอนที่ถูกใครบางคนบังคับให้ตื่นแต่เช้าไปวิ่งออกกำลังกายรอบไร่มะเขือเทศอันกว้างใหญ่ ตัวเขามักถูกทิ้งให้รั้งท้ายเสมอ แต่พอถึงคราวหมดแรงเข้าจริงก็ไม่มีสักครั้งที่เจ้าของแผ่นหลังอบอุ่นจะลับหายไปต่อหน้าต่อตา


“ไอ้เจ้าบ้า” เด็กหนุ่มบ่นพึมพำใส่คนในห้วงความคิด ไม่เคยมีสักครั้งนับจากวันนั้นที่สามารถลบทุกรายละเอียดของภาพคืนวันเก่าๆ ออกไปจากห้วงความทรงจำ


ร่างที่ค่อนข้างผอมสำหรับอายุเท่านี้ค่อยๆ เคลื่อนตัวเองไปอยู่ใต้กระแสน้ำที่ไหลแรงๆ ลงมาจากฝักบัว มือเรียวค่อยๆ ลูบไล้ผิวกายตามตำแหน่งที่มือใหญ่ของใครคนหนึ่งเคยลากผ่าน ปลายนิ้วของคนๆ นั้นแม้จะกร้านงานไร่มามากมาย แต่กลับทิ้งสัมผัสอ่อนโยนจนนึกอยากย้อนกลับไปเมื่อสมัยยังเด็ก


เขาไม่เคยค้นพบว่าตัวเองชอบการอาบน้ำจนกระทั่งชีวิตหนึ่งสัปดาห์ผ่านไปที่ผืนแผ่นดินสเปน...


มือเรียวซับเรือนผมสีน้ำตาลเข้มอย่างตั้งอกตั้งใจ การเลือกชุดที่จะใส่ในวันนี้เป็นไปอย่างพิถีพิถัน เขาไม่ได้วางแผนที่จะทำตัวเองให้ดูดีในสายตาใคร แต่แค่คาดหวังจะได้รอยยิ้มจากบุคคลผู้ห่างหายกันไปแสนนานเท่านั้น ซึ่งนั่นก็ทำให้บุรุษเยอรมันตั้งข้อสงสัยทางสีหน้าทันทีที่เด็กหนุ่มก้าวเท้าในชุดกางเกงขาสั้นเข้ามาในห้องครัว


“วันนี้จะออกไปข้างนอก ทำข้าวกล่องให้ด้วยล่ะ” ผู้อาศัยตอบออกมารัวๆ ก่อนที่เจ้าของบ้านจะทันได้เอ่ยคำถาม ดวงหน้าที่มักจะมุ่นคิ้วหาเรื่องอยู่ตลอดเวลาบัดนี้กลับดูว่าง่ายและเจือด้วยสีแดงจางๆ ลุดวิกหันไปทางผู้อาศัยอีกคนที่กำลังเตรียมอาหารเช้าอยู่ ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้ารับและเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน


“สำหรับสองที่ใช่ไหมครับ?”


นัยน์ตาสีฮาเซลนัทเสมองไปทางอื่นอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าคุณชายแห่งออสเตรียจะมองทุกอย่างทะลุผ่านทางสายตา ความกระอั่กกระอ่วนใจที่จะตอบเป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่ถูกตั้งข้อสงสัยโดยคนๆ นั้นหรือมีคนๆ นั้นเป็นใจความหลักของประโยคคำถาม


“ก-ก็ประมาณนั้น” โรเดอริคยิ้มละไมให้กับดวงหน้าที่แดงก่ำใกล้เคียงกับผลมะเขือเทศ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชายคนนั้นเห็นอะไรในตัวเด็กคนนี้ โดยเฉพาะเมื่อเห็นเด็กหนุ่มพยายามต่อสู้กับตัวเองอย่างหนักไม่ให้ลุกขึ้นมาช่วยเขาเตรียมกล่องข้าว ทั้งที่อยากทำเพื่อคนอื่นถึงขนาดนั้นแต่กลับไร้ความสามารถที่จะทำมันให้สำเร็จลุล่วง ที่ผ่านมาเด็กคนนี้มีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกแบบใดนั้นตัวเขาที่แทบจะทำอะไรได้สมบูรณ์แบบทุกอย่างไม่อาจรู้ได้เลย


“เสร็จแล้วล่ะครับ” ทันทีที่ได้ยินแบบนั้น แผ่นหลังบอบบางค่อยคลายจากอาการเกร็งที่เกิดจากความกดดัน ลุดวิกที่กำลังละเลียดอาหารเช้ามองตามรอยยิ้มปลอบโยนของโรเดอริคไปยังเด็กหนุ่มที่พยายามพูดอย่างตะกุกตะกักว่าขอบคุณ


“พยายามเข้าแล้วกันนะ” น้ำเสียงราบเรียบพูดผ่านปลายส้อมที่จิ้มไส้กรอกเยอรมัน


“รู้แล้วล่ะน่า” โรมาโน่ตอบกลับมาอย่างไม่ใส่ใจนัก ภาพมื้ออาหารแสนสุขทอให้เห็นบนฉากหลังของผืนฟ้ายามรองเท้าผ้าใบสีขาวก้าวพ้นบานประตูไป


ถนนที่ค่อนข้างไร้ผู้คนแถบชานเมืองนั้นทอดยาวออกไปสุดสายตา ขาเรียวทั้งสองข้างค่อยๆ เลียบไปตามทางนั้นอย่างไม่เร่งรีบเท่าใดนัก ความคิดคำนึงถึงช่วงเวลาเก่าๆ วนเวียนสลับไปกับความแปลกใจที่การนัดพบถูกกำหนดไว้ที่ชายทะเล มือเรียวที่ไม่ได้ถือตระกร้าขยับปีกหมวกด้านหน้าลงมาเล็กน้อย แสงแดดของดินแดนเยอรมันแห่งนี้กี่ทีที่ได้สัมผัสก็ไม่คุ้นเคยเฉกเช่นผืนแผ่นดินสเปนที่เคยได้อาศัยมาเนิ่นนาน


“บ้าชะมัดเลย ร้อนก็ร้อน” เจ้าตัวบ่นพึมพำตามนิสัย ระยะทางอันยาวไกลยิ่งตอกย้ำให้ยิ่งรู้สึกเหนื่อยล้า ทางเดินที่ตรงไปเรื่อยๆ แบบนี้มีจุดหมายอยู่ที่เดียวแค่การได้พานพบกับคนๆ หนึ่งซึ่งห่างหายกันไปแสนนาน แสงแดดเริ่มทวีความร้อนแรงมากขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนคล้อยขึ้นไปใกล้ระดับเหนือหัว ความคิดตื้นๆ ที่ว่าอยากให้มื้อแรกของวันได้กินร่วมกับคนๆ นั้นดูจะเป็นสิ่งที่ทำให้เขาขาดพลังกายทั้งๆ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังใจอย่างสิ้นเชิง


หยาดเหงื่อชื้นที่ไหลลงมาตามเรือนผมเย็นยะเยียบผิดกับอุณหภูมิของร่างกาย ทางข้างหน้าเริ่มพล่าเลือนเพราะความอ่อนล้าที่ถาโถมผนวกกับไอร้อนระอุที่พวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นถนน โรมาโน่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองมองเห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคยเดินห่างออกไปทุกที เขาพยายามย้ำกับตัวเองจนถึงสติสุดท้ายว่าไม่ใช่เด็กๆ ที่ต้องการการค้ำจุนอยู่เสมออีกต่อไปแล้ว


หากแต่ในชั่วเสี้ยววินาทีหัวใจกลับทรยศเรียกร้องหาการประคับประคองจากอ้อมแขนอันอบอุ่นของใครคนนั้น...


“อา... ทุกทีเลยนะ ชอบให้เป็นห่วงอยู่เรื่อยเลย”


มือกร้านโอบร่างที่เพิ่งถลาล้มลงเข้ามาไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าที่มักสดใสร่าเริงอยู่เสมอยิ้มออกมาด้วยความห่วงใย


“เมื่อไหร่กันนะที่นายจะเลิกฝืนตัวเองเพื่อฉันน่ะ... โรมาโน่”


...

 

เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆ ปรือขึ้นมาพร้อมปรากฏภาพใบหน้าในระยะประชิดของใครคนหนึ่งชัดเจนมากขึ้นทุกที


“อา... ตื่นแล้วสินะ โรมา...โอ๊ย!!”


อันโตนิโอ้โอดครวญขณะกุมศีรษะตัวเองที่ถูกกระแทกด้วยหน้าผากแข็งๆ ของเด็กที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาตรงหน้า เจ้าคนก่อเรื่องมุ่นคิ้วแสดงความไม่พอใจเหมือนครั้งล่าสุดที่ได้พบกันเมื่อนานมาแล้ว ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณบอกได้เสมอว่าคำด่าทอกำลังจะถูกส่งออกมาเป็นชุดๆ


“เจ้าบ้าสเปนงี่เง่าเอ๊ย!! ทำไมต้องให้มาเจอที่นี่ด้วย แล้วแถม...แถมยัง... ยื่นหน้ามาใกล้ขนาดนั้น เจ้าบ้า!!”


คนถูกต่อว่าสั่นหัวอย่างระอาใจ อาจเป็นเพราะใบหน้าขึ้นสีเหมือนผลมะเขือเทศก็ได้ที่ทำให้เขาไม่เคยรู้สึกว่า คำด่าของโรมาโน่จะทำให้ตัวเองเจ็บช้ำได้เลยแม้แต่นิดเดียว


“ฮะๆ ก็เห็นนายไม่ฟื้นขึ้นมาสักทีนี่นา ฉันเป็นห่วงมากเลยรู้ไหม”


“จ-เจ้าบ้า...” โรมาโน่ที่เถียงไม่ออกก็ได้แต่ทำแก้มป่องอยู่คนเดียว


“แล้วนี่ไม่คิดเหรอว่าหลังการเดินทางอันยาวนานถ้าได้มาเห็นทะเลสวยๆ แบบนี้ก็จะรู้สึกหายเหนื่อยปลิดทิ้ง” คนฟังมองตามนัยน์ตาสีมรกตไปยังพื้นทะเลที่คลื่นอ่อนๆ เคลื่อนผ่านเป็นระยะ ดูเผินๆ ก็ราวกับผืนน้ำทั้งหมดสงบนิ่งไร้การเคลื่อนไหว บรรยากาศอ้อยอิ่งใต้ร่มไม้เย็นๆ บนผืนเสื่อต่างจากการเดินทางเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหวอย่างที่อีกฝ่ายว่าแบบนี้ ชวนให้ปรารถนาถึงเซียสต้าหลังมื้ออาหารสักงีบจริงๆ


“นี่... กินข้าวกันนะ...”


“หืม...”


“บอกให้กินข้าวกันไง”


“นั่นสินะ” บอสสเปนหันมาตอบรับด้วยรอยยิ้ม ปลายนิ้วเอื้อมไปเกลี่ยกลุ่มผมสีน้ำตาลที่ทิ้งตัวลงมาใกล้ดวงตา “ไม่ได้กินข้าวด้วยกันกับนายแบบนี้มานานเท่าไหร่แล้วไม่รู้”


ฝ่ายที่เอ่ยปากชวนก้มหน้าก้มตาจัดแจงข้าวของ พลางกระซิบตอบเหมือนพูดอยู่กับตัวเอง


“3 ปี... 4 เดือน... 26 วัน...”


อันโตนิโอ้เลือกที่จะยิ้มรับรู้คำตอบนั้นเพียงลำพังโดยไม่เอ่ยถามอะไรออกไป อาจมีหลายต่อหลายคนที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่หนึ่งในนั้นย่อมไม่ใช่เขากับเด็กคนนี้อย่างแน่นอน ทั้งความรู้สึก... ทั้งการกระทำ... ทั้งความผูกพันที่มีระหว่างกัน... ไม่เคยคิดว่าต้องมีมากหรือน้อยลงเลยนับแต่วันที่อิตาลีใต้จากแผ่นดินสเปนไป และหวนคืนสู่ถิ่นกำเนิดของตัวเอง


“ข้าวกล่องที่นายแบกมานี่อร่อยดีนะ”


“ข-ขอบใจ”


“รู้อะไรไหม โรมาโน่...”


เจ้าของนามค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากเมนูอาหารสเปนที่คุ้นเคย


“ที่มุมปากของนาย...” คนพูดค่อยๆ โน้มใบหน้าใกล้เข้ามา ลมหายใจรินรดกันจนทำให้รู้สึกว่าพวงแก้มร้อนผ่าว ปลายลิ้นร้อนตวัดลิ้มเลียข้างริมฝีปากจนผู้ถูกกระทำชะงักค้างไปเฉยๆ “...มีซอสมะเขือเทศติดอยู่ล่ะ”


“!!” ใบหน้าของโรมาโน่สุกยิ่งกว่ามะเขือเทศลูกไหนๆ ริมฝีปากข้างตำแหน่งที่ถูกสัมผัสเมื่อครู่สั่นระริกเพราะไม่อาจเรียบเรียงคำพูดใดๆ มาต่อว่าได้ มือที่ถือส้อมจิ้มซีกมะเขือเองก็สั่นเทิ้มควบคุมไม่อยู่จนอันโตนิโอ้ต้องคว้าข้อมือเรียวไว้ แต่แทนที่จะบังคับให้มันเข้าไปอยู่ในปากอีกฝ่าย เขากลับจัดการใช้ฟันรูดมะเขือเทศจากปลายส้อมออกมาเคี้ยวต่อหน้าต่อตา


“นั่นมันมะเขือเทศชิ้นสุดท้ายของฉันนะเจ้าบ้า!!” คนถูกแย่งของกินได้สติกลับมาโวยทันที


“เอ๋... ถ้าอยากได้ก็มาเอาคืนสิ” คนขี้แกล้งยิ้มหน้าระรื่นพลางชี้ที่ปากของตน “แต่ก็นะ แบบนี้แหละที่สมเป็นนา...อุ๊บ”


ความหอมหวานแทรกผ่านรสเปรี้ยวของมะเขือเทศเข้ามาในโพรงปาก สัมผัสที่แตะลงบริเวณปลายลิ้นอ่อนนุ่มราวกับจะละลายหายไปได้ทั้งอย่างนั้น บอสสเปนนั่งนิ่งมองอีกฝ่ายที่แปรสภาพใบหน้าตัวเองเป็นผลมะเขือเทศอีกครั้งอย่างไม่ค่อยเข้าใจ


“ฟักทองที่เหลือนี่นายก็กินๆ เข้าไปซะแล้วกัน ฮึ” โรมาโน่จิ้มส้อมแรงๆ ลงบนผักสีเหลืองชิ้นใหญ่แล้วทำท่าจะยัดมันเข้าปากคนตรงหน้าอีกรอบ


“อ..อิ่มแล้วล่ะ โรมาโน่” อันโตนิโอ้ยิ้มจริงใจสุดความสามารถแม้เส้นประสาทตรงขมับจะกระตุกให้เห็นรางๆ ก็ตาม อดีตเด็กน้อยในความดูแลของเขาช่างพยศเสมอต้นเสมอปลายจนชวนให้สงสัยว่าระยะเวลากว่าสามปีที่ผ่านมาโรมาโน่ใช้ชีวิตโดยไม่มีเขาอยู่ได้อย่างไร


แต่ไม่ว่าคำตอบจะออกมาแบบไหน... ความจริงก็ปรากฏให้เห็นแล้วว่า เด็กคนนี้จะไม่มีทางเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน...


ผืนแผ่นดินอิตาลีใต้จะอยู่ในความคุ้มครองของสเปนเสมอ... แม้ไม่ได้อยู่ใต้การปกครองก็ตาม


“นี่... มานอนหลับฝันถึงอนาคตกันไหม” ด้วยความที่เป็นตัวตนในฐานะประเทศ ทุกสิ่งทุกอย่างที่อาจเกิดขึ้นนับจากวินาทีที่กำลังหายใจจึงไม่แน่นอน ความผันแปรแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมหาศาล


เหมือนครั้งหนึ่งที่เขาได้รับโรมาโน่มา... เหมือนช่วงเวลาอันมีค่าที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน... แต่ในที่สุดเมื่ออีกฝ่ายได้รับอิสรภาพของตัวเอง เขาก็ไม่มีสิทธิ์จะเหนี่ยวรั้งมือเล็กๆ คู่นั้นไว้อีกต่อไป...


“อื้อ” เสียงพึมพำตอบรับเบาๆ จากคนที่จัดการกวาดทุกอย่างลงตระกร้าเรียบร้อย มือเรียวผลักสัมภาระอื่นไปไว้ข้างๆ ก่อนจะล้มตัวลงมานอนข้างบุรุษผู้เป็นนายใหญ่แห่งสเปน

 


Buenas Tarde


Buon Pomeriggio


...

 

เวลาสำหรับเซียสตาในวันนี้ดูจะยาวนานมากกว่าทุกทีเมื่อเด็กหนุ่มตื่นขึ้นมา พบว่าตัวเองกำลังนอนมองหมู่ดาวพร่างพรายอยู่บนเตียงที่ไม่คุ้นเคย สายลมอ่อนๆ กับกลิ่นของคลื่นพัดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาหยอกล้อกับดวงหน้าอ่อนเยาว์ โรมาโน่เผลอนั่งนิ่งรับบรรยากาศอยู่นานกว่าที่บอสสเปนจะผลักประตูเข้ามาด้วย สีหน้าเปื้อนยิ้ม


“เมื่อคืนนอนไม่พองั้นหรือ จะนอนต่ออีกสักหน่อยก็ได้นะ”


กระดิ่งสายลมหวืดหวือท่ามกลางความเงียบสงัด แสงจากกรอบประตูส่องเข้ามาในห้องที่มืดสลัวราวกับแสงที่จะช่วยนำทางให้ใครคน หนึ่งสามารถก้าวเดินไปสู่ความหวัง ชั่ววูบหนึ่งที่โรมาโน่รู้สึกเหมือนอันโตนิโอ้พร้อมจะหายไปกับแสงเจิดจ้านั้นได้ตลอดเวลา หากเพียงเขาหลับตาไปอีกแม้สักครั้ง ก็อาจถูกปล่อยทิ้งไว้กับความมืดมิดเช่นดั่งที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีที่ผ่านมา


เขายังจำความโหดร้ายของเช้าแรกที่ตื่นมาโดยข้างกายไม่มีชายคนนี้ได้เป็นอย่างดี...


“ฮึก... เจ้าสเปนบ้า” ทั้งที่ผ้าห่มหนาแต่ก็ยังเหน็บหนาว ทั้งที่แสงอรุณของอิตาลีใต้สว่างเจิดจ้าแต่นัยน์ตาของเขากลับมองไม่เห็นใคร คนที่สอนให้รู้ซึ้งถึงรสชาติของความเหงาแต่กลับลืมสอนวิธีเยียวยา คนที่อยากให้อยู่ข้างกายเสมอมาแต่ไม่อาจเอ่ยปากรั้งเอาไว้


“อย่าร้องไห้สิโรมาโน่ ” บอสสเปนเดินตามเง