[APH] Fic - - Beginning 「RussiaxPrussia」

posted on 02 Jan 2012 21:00 by psychologist-coo
 
 
 

ตั้งหัวข้อback up ข้อมูลน่ะ ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ...

ก็แค่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้นั่งขุดเอนทรี่เป็นสิบๆเอนทรี่เกี่ยวกับคู่นี้เท่านั้นเอง!!

ไม่ได้ชอบโรปูอะไรขนาดนั้นสักหน่อย!!

 


 

ขอบคุณที่บอร์ด APH ยังคงเก็บฟิคของไซโคมาจนถึงวันนี้ค่ะ

ตั้งหัวข้อby psychologist-coo on Thu Dec 31, 2009 10:22 am

 
 
 
 
Title : Beginning

Pairing : Ivan x Gilbert (Russia x Prussia)

Rating : NC-15

Author's note :

1.กะเป็นของขวัญคริสต์มาส... แต่ก็ไม่ทันจนได้

2.พอกะให้เป็นของขวัญวันเกิดอีวานซัง... ก็ไม่ทันอีกเหมือนกันครับ

3.ก็เลยกลับมาเข้าจุดประสงค์หลัก... เป็นของขวัญส่งท้ายปีให้กับเซย์คุงครับ





...Beginning...

 
 
หิมะสีขาวโปรยปรายลงมาราวจะสื่อถึงคืนอันวันหนาวเหน็บซึ่งไม่มีวันจบสิ้น ภาพทุ่งหิมะที่ทอดตัวออกไปไกลสุดลูกหูลูกตาดูอ้างว้างเฉกเช่นสภาพจิตใจผู้คนที่นับวันจะมีแต่เหี่ยวเฉา สภาพอากาศอันโหดร้ายบีบบังคับให้ผู้คนต้องใช้ชีวิตอย่างเด็ดเดี่ยวและเข้มแข็ง จนในที่สุดรอยยิ้มจริงใจก็หาได้ยากประหนึ่งการจะพานพบดอกทานตะวันที่แสนงดงามบนทุ่งน้ำแข็ง

 
...และประเทศก็สะท้อนตัวตนของประชาชนออกมาเช่นนั้น...


นานเท่าไหร่แล้วกว่าที่ใครคนหนึ่งจะรู้ตัวว่ามีสายตาสีทับทิมวาวโรจน์คอยมองตามทุกการเคลื่อนไหว บุรุษร่างสูงในโค้ทตัวยาวยังคงทำทีจัดของประดับต้นคริสต์มาสต่อไปขณะไล่สายตาไปยังโต๊ะไม้มุมหนึ่งของห้อง ที่ตำแหน่งนั้นมีเจ้าของเรือนผมสีขาวโพลนราวกับเกล็ดหิมะจับจ้องอยู่ทุกการกระทำของเขาแม้จะแสร้งแสดงออกมาว่ากำลังนั่งจิบเบียร์อย่างไม่สนใจอะไรเลยก็ตาม
 
 
...ช่างน่าแกล้งเสียจริง...
 
 
ต้นคริสต์มาสจำลองขนาดใหญ่บดบังรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของชายหนุ่มแห่งทุ่งหิมะจากสายตาของเชลยกิติมศักดิ์ผู้ซึ่งเริ่มจะโมโหเต็มที แก้วเบียร์พร่องไปแก้วแล้วแก้วเล่าแต่เจ้าบ้าที่อุตส่าห์ไปบังคับเขาออกมาจากห้องในขณะที่ผู้อาศัยคนอื่นหนีไปฉลองคริสต์มาสที่บ้านของอิตาลีจังกันหมดยังคงจัดแต่งของประดับโรคจิตต่อไปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ถึงเขาจะไม่ค่อยเข้าใจรสนิยมของคนรัสเซีย แต่ก็เชื่อแน่ว่าคงไม่มีต้นคริสต์มาสประเทศไหนอีกแล้วที่จะพิลึกพิลั่นได้มากมายขนาดนี้...

 
โซ่... เทียน... แส้... กุญแจมือ... และวัตถุรูปร่างประหลาดๆอีกมากมายที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในประเทศเยอรมัน
 
 
“สนใจต้นคริสต์มาสของผมหรือครับ กิลเบิร์ต” น้ำเสียงเย็นยะเยียบถามขึ้นใกล้ใบหูเมื่อร่างของชายหนุ่มสวมผ้าพันคอผืนยาวก้าวเข้ามาประชิดตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ คนถูกถามพยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่แสดงสีหน้าเหรอหราออกไป แต่ยิ่งอีกฝ่ายยื่นหน้าเข้ามาใกล้ คนถูกถามก็ทำอะไรไม่ถูกมากขึ้นทุกที

 
“ค-คนที่สุดยอดอย่างฉันน่ะหรือที่จะสนใจเจ้าต้นไม้ธรรมดานั่น” นัยน์ตาสีแดงกรอกไปมุมบนซ้ายจนแทบจะหลุดออกจากเบ้าเมื่อถูกมือใหญ่รั้งใบหน้าไม่ให้หันหนีไปไหน

 
“ก็เมื่อกี้คุณเล่น... ‘จ้องตาไม่กระพริบ’...เลยนี่ครับ” ชายหนุ่มเน้นย้ำเสียจนอีกฝ่ายรีบสะบัดหน้าหนี มือเรียวกระดกเบียร์สดผ่านลำคออย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระแทกแก้วเปล่าลงกับโต๊ะแรงๆราวปรารถนาจะแสดงให้เห็นถึงความสุดยอดของรสชาติ

 
“ฮ้าาา อากาศหนาวๆแบบนี้ยังไงก็ต้องเบียร์สินะ!!” เจ้าของนัยน์ตาสีแดงก่ำหันมาพูดอย่างสดชื่นราวกับเมื่อครู่ไม่ได้ถูกต้อนจนมุมจากความเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่าย รอยยิ้มที่เย่อหยิ่งเสมอต้นเสมอปลายถูกส่งให้คนมองผู้ลอบกระตุกยิ้ม ปรัสเซียเคยเป็นอย่างไรก็ยังเป็นเช่นนั้นเสมอมานับแต่เยอรมันพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง ต่างจากรัสเซียที่แม้จะยังรักษาตัวตนไว้ได้ แต่เมื่อได้มารู้จักกับคนๆนี้แล้ว...

 
...อะไรบางอย่างก็เปลี่ยนไปจากเดิม...

 
“สำหรับฤดูหนาวที่ยาวนานของรัสเซีย... ผมแนะนำวอดก้ามากกว่านะครับ” อีวานเอ่ยบอกข้อเท็จจริงที่ทำให้คนฟังเลิกคิ้วฉงน
 
 
“วอดก้า?” กิลเบิร์ตมองตามนัยน์ตาสีอเมทิสท์อันยากจะหยั่งถึงไปยังขวดรูปทรงแปลกตาที่เรียงรายบนชั้นวางเฉพาะ จริงอยู่ที่เขาเห็นอีกฝ่ายจิบเครื่องดื่มที่เรียกว่าวอดก้านี้อยู่บ่อยๆ แต่เขาก็ยังยืนกรานเสมอว่าไม่อยากทำความรู้จักแม้เพียงให้มันได้สัมผัสปลายลิ้น “ของพรรค์นั้นจะมาเทียบกับเบียร์ได้ยังไงกันเล่า”
 
 
ทั้งที่เป็นคำปรามาส แต่คนฟังกลับยิ้มกริ่ม
 
 
“งั้นผมคงต้องให้คุณพิสูจน์แล้วล่ะ... ว่าวอดก้าของผมจะเทียบกับเบียร์ของคุณได้รึเปล่า” ชายหนุ่มแห่งผืนแผ่นดินคอมมิวนิสท์ลุกขึ้นจากข้างกายผอมเพรียวไปยังชั้นวางข้างหน้าต่าง ก่อนจะหยิบขวดบรรจุของเหลวใสมาจำนวนหนึ่งพร้อมแก้วที่มีรูปทรงประหลาดนักในสายตาของหนุ่มปรัสเซีย

 
“คิดจะทำอะไร...” ถามทันทีที่เครื่องแก้วชั้นดีวางบนโต๊ะตรงหน้า

 
“กลัวอย่างนั้นหรือครับ”

 
“กลัว... คนที่สุดยอดอย่างฉันน่ะหรือ...”

 
“ไม่ใช่ว่าคุณกำลังกลัวจะดื่มวอดก้าแพ้คนอย่างผมหรือยังไงกันครับ” ดวงเนตรสีม่วงลุ่มลึกมองด้วยแววตาของสิ่งที่มีชีวิตยามราตรีที่พร้อมตะครุบเหยื่อได้ในทุกย่างก้าว หากแต่สำหรับกิลเบิร์ตแล้ว สายตานั่นมันเปรียบเสมือนคำท้าทาย

 
...เป็นคำท้าทายที่รู้ดีแก่ใจว่าเขาจะไม่มีทางปฏิเสธอย่างแน่นอน...
 
 
“ถึงจะพ่ายแพ้ในสงคราม แต่ฉันก็ไม่ใช่ผู้ปราชัยเสมอไปหรอกนะ” เอ่ยอย่างแน่วแน่ก่อนจะรับแก้วรินด้วยของเหลวใสที่อีกฝ่ายยื่นให้ ใสบริสุทธิ์แต่กลับแฝงไปด้วยอันตราย ฤทธิ์ความมึนเมาไม่อาจประเมินได้เพียงตามองเห็น สมแล้วที่เป็นเครื่องดื่มที่อีวานโปรดปรานนักหนา มันบาดลำคอของผู้ไม่คุ้นชิน พิษร้ายของแอลกอฮอล์กัดกร่อนทุกอวัยวะที่มันเคลื่อนผ่าน ชะล้างรสชาติของเบียร์เยอรมันที่เขาแสนภูมิใจ

 
อีวานเท้าคางมองคนตรงข้ามที่ทำหน้าเหยเกขณะฝืนกระเดือกวอดก้าลงคอ ใบหน้าขาวเนียนที่ดูไม่ค่อยจะสมกับความกระหายสงครามของเจ้าตัวเริ่มซับสีแดงระเรื่ออย่างที่เขารู้สึกอภิรมย์ที่ได้เฝ้าพินิจยิ่งนัก อาจเพราะฤทธิ์ของเบียร์จำนวนมากที่กิลเบิร์ตดื่มไปก่อนหน้านี้... หรืออาจเป็นแค่แสงไฟเล่นตลกก็ได้... ที่ทำให้เจ้าตัวดูเย้ายวนประหนึ่งหญิงสาวที่ถูกชายหนุ่มมอมเมาด้วยฤทธิ์ของเมรัย...

 
“มองอะไรน่ะ เกิดเห็นความสุดยอดของฉันขึ้นมารึยังไงกันล่ะ”
 
 
“ผมเห็นแค่คนเมาคนหนึ่งเท่านั้นล่ะครับ กิลเบิร์ต” ว่าพลางจิบวอดก้าที่ตัวเองคุ้นเคยอย่างวางท่า การดวลอาจยืดเยื้อกว่านี้หากอีกฝ่ายไม่ได้ดื่มเบียร์ไปก่อนเป็นจำนวนมาก แต่ถึงอย่างไร ผู้ชนะในเกมนี้ก็ย่อมเป็นเขาอยู่วันยันค่ำ
 
 
“ฉันไม่ได้เมา!! คนที่สุดยอดอย่างฉันไม่มีทางเมาเพราะของพรรค์นี้หรอกนะ!!” หนุ่มปรัสเซียหัวรั้นยังคงโวยวายออกมาทั้งที่นัยน์ตาปรือลงจนแทบจะปิดอยู่แล้ว ความสามารถในการควบคุมตัวเองดูเหมือนจะเสียไปเมื่อเลือดทั้งร่างพร้อมใจสูบฉีดขึ้นมาเลี้ยงใบหน้า เพียงไม่นาน แก้วในมือก็เริ่มเอียง มันล้มลงหกใส่เจ้าตัวก่อนจะทันได้ตะครุบไว้เสียอีก “แก้วนี่มัน... บ้าชะมัด!!”
 
 
อีวานเอื้อมมือข้ามโต๊ะมาจับแก้วตั้งไว้ตามเดิม ขณะที่เจ้าของแก้วนั้นวุ่นวายอยู่กับเครื่องแบบที่เปียกชื้นไปด้วยของเหลวใสของตน
 
 
“พักยก!! ฉันไปเปลี่ยนเสื้อก่อนล่ะ” มือเรียวค้ำพนักเก้าอี้ไว้ก่อนจะพยายามลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล แต่เมื่อเริ่มก้าวออกไป ขาทั้งสองก็ทรงตัวไม่อยู่แทบจะในทันที “อ๊ะ--”
 
 
“ไม่เป็นไรนะครับ?”

 
แทนที่จะล้มลงกระแทกพื้นกลับมีเบาะนุ่มๆมารองรับ นานทีเดียวกว่าที่ร่างโปร่งจะรู้ตัวว่าแนบทับอยู่บนร่างสูงแกร่งใต้โค้ทตัวยาว นัยน์ตาสีทับทิมปรือขึ้นมองใบหน้าคมที่ห่างออกไปเพียงลมหายใจคั่น อุณหภูมิร้อนผ่าวที่เป่ารดกันคล้ายจะพุ่งสูงออกมาจากร่างกาย ความเงียบโรยตัวเข้ามาขณะที่ทั้งคู่ประสานสายตา หิมะเบื้องนอกคล้ายกับจะหยุดการเคลื่อนไหว มือแกร่งเอื้อมขึ้นไปโน้มลำคอของคนสติเริ่มหลุดลอยลงมา และสมองก็พลันขาวโพลนในที่สุด...

 
รสชาติของวอดก้าที่ได้ลองลิ้มผ่านปลายลิ้นนุ่มของร่างเบื้องบนช่างแสนหอมหวาน... จากแรกเริ่มที่พยายามปฏิเสธกลับค่อยๆโอนอ่อนและยอมสนองตอบสัมผัสที่ชวนให้เคลิบเคลิ้ม... จากริมฝีปากที่ประกบแน่น แปรเปลี่ยนเป็นความรุนแรงที่รบเร้ากันด้วยปลายลิ้น ไม่มีใครยอมใคร ไม่มีฝ่ายใดคิดจะยุติซึ่งความปรารถนา กิลเบิร์ตยอมให้อีกฝ่ายปลดอาภรณ์ที่ชื้นไปด้วยวอดก้านั้นออกอย่างง่ายดาย สัมผัสของริมฝีปากที่เล้าโลมแจ่มชัดอยู่ทุกอณูทั่วร่างแต่สติที่ถูกกระชากไปด้วยฤทธิ์เมรัยก็ตีความได้เลือนรางเกินกว่าจะขัดขืน
 
 
“อืม...” เสียงครางในลำคอบ่งบอกความพึงพอใจ อีวานแอบลอบยิ้มเยาะ เพราะร่างนี้เมาจนไม่รู้ว่าเป็นเขาหรืออย่างไรกันถึงได้ยินยอมพร้อมใจถึงเพียงนี้ แขนแกร่งพลิกร่างที่ทาบทับอยู่เบื้องบนลงไปแนบกับพื้น บดคลึงส่วนยอดสีหวาน ลากปลายลิ้นอย่างพะเน้าพะนอลงมาตามหน้าท้องแบนราบ ก่อนจะเข้าครอบครองส่วนที่กำลังสั่นระริก “อ๊ะ!!”

 
ร่างที่ถูกปรนเปรอสะดุ้งโหยง สัมผัสเปียกชื้นทว่าเร่าร่อนทำให้ทั้งกายสั่นเทิ้มอย่างไม่อาจทานไหว จังหวะเนิ่บช้าสม่ำเสมอทำให้กิลเบิร์ตรู้สึกถึงความสุขเจียนคลั่ง ปลายลิ้นที่เชี่ยวชาญ ริมฝีปากที่ช่ำชอง ในไม่ช้าร่างกายก็กระตุกเกร็งพร้อมขีดสุดของความปรารถนา
 
 
“อ๊าาาา” เจ้าของเรือนผมสีขาวร้องออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้อีวานลอบยิ้มอย่างพอใจยิ่งนัก ริมฝีปากแกร่งประกบเข้ากับกลีบปากบางเพื่อส่งผ่านความหอมหวานให้เจ้าตัวได้ลิ้มรส
 
 
“อือ” ร่างเบื้องใต้เผยอรับจูบอย่างว่าง่าย สติสัมปชัญญะหรือความถูกต้องใดๆดูเหมือนจะไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว แขนเรียวรั้งลำคอแกร่งใต้ผ้าพันคอสีทรายลงมาให้บดจูบกันได้ถนัดยิ่งขึ้น เมื่อเห็นท่าทีโอนอ่อนเช่นนั้น อีวานก็ฉวยโอกาสแทรกปลายนิ้วเข้าไปในร่างของอีกฝ่าย
 
 
“อ๊ะ!!” คิ้วเรียวมุ่นเข้าหากันเพราะความเจ็บปวด แต่ถึงกระนั้นใบหน้าแดงระเรื่อก็ยังคงแสดงความมุ่งมุ่นที่จะให้อีกฝ่ายกระทำต่อไป
 
 
“แน่ใจหรือครับ...กิลเบิร์ต” เจ้าของปลายนิ้วแกร่งแสร้งถามด้วยน้ำเสียงกังวล หากแต่ในใจกลับแสยะยิ้ม เรียวนิ้วเพิ่มจากหนึ่งเป็นสอง ร่างนั้นยังคงบีบรัดและกระตุกเกร็งอยู่ชั่วขณะหนึ่ง อีวานจึงตัดสินใจถอนปลายนิ้วออกมา “ผมว่า...พอดีกว่านะครับ...”
 
 
มือเรียวคว้าแขนเสื้อโค้ททันทีที่ได้ยินอีกคนตัดพ้อเช่นนั้น นัยน์ตาสีเดียวกับหยาดโลหิตทอดมองอย่างเว้าวอน ใบหน้าอาบสีระเรื่อดูเย้ายวนด้วยแรงปรารถนา กลีบปากช้ำเผยอออกเหมือนต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง
 
 
 
“อ...อีวาน...”
 
 
 
นัยน์ตาของเจ้าของชื่อเบิกกว้าง อัญมณีสีไวโอเล็ตที่เคยแสนจะเย็นชา บัดนี้เจือไปด้วยแววอ่อนโยนของคนที่ได้รับความอบอุ่นจากดินแดนปรัสเซียมาละลายหิมะในจิตใจ


 
“ที่เรียกชื่อผมออกมานั่นเป็นความบังเอิญรึเปล่าครับ”


 
เมื่อได้จ้องลึกเข้าไปในท่าทีที่เปลี่ยนแปลงของอีกฝ่าย ดูเหมือนกิลเบิร์ตจะเริ่มสร่างเมาเข้าให้เสียแล้ว คำถามนั้นชวนให้สมองที่ยังมึนงงได้สบสนมากยิ่งขึ้น

 
“มัน...น่าดีใจตรงไหน...” ถามออกไปแผ่วเบาพร้อมกับใบหน้าขึ้นสี นัยน์ตาสีทับทิมไม่อาจจ้องมองตรงๆได้อีกต่อไป
 
 
“การถูกเรียกชื่อหมายถึงการได้รับความสำคัญนะครับ กิลเบิร์ต” น้ำเสียงของอีวานเหมือนจะบอกออกมาด้วยความปวดร้าว “คนที่อยู่ในสายตาคนอื่นมาตลอดอย่างคุณคงไม่มีวันเข้าใจ ว่าการถูกมองอย่างไม่อยากเห็นในสายตาอีกต่อไปน่ะมันเจ็บปวดแค่ไหน...”

 
คนฟังนิ่งเงียบให้อีกฝ่ายได้ระบายออกมา เพราะคิดว่าเขากำลังเมาหรือเปล่านะถึงได้กล้าพูดความรู้สึกที่แท้จริงออกไป

 
“ผมคอยเฝ้ามองคุณมาตลอด คุณเป็นที่รักของใครๆ มีผู้คนห้อมล้อม มีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ เหมือนกับดอกทานตะวันที่ดูสดใสและงดงามเสมอ ผมเองก็อยากเป็นเช่นนั้นนะครับกิลเบิร์ต... อยากให้มีใครแค่สักคนก็ได้ที่ต้องการอยู่ข้างๆผม... อยู่ข้างๆผมคนนี้อย่างจริงใจ...”

 
ทั้งที่เคยคิดว่าคนๆนี้ลงมือทำร้ายอย่างไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่นมาโดยตลอด แต่อันที่จริงแล้วกลับไม่ใช่...


 
...เพียงเพราะ... อยากได้ความรัก แต่ไม่รู้จักวิธีโหยหา...

 
...เพียงเพราะ... ได้ความรักมา แต่ไม่รู้จักวิธีรักษามันเอาไว้...
 
 
 
“ผมคงพูดมากไปสินะครับ” มือแกร่งลูบเรือนผมสีขาวราวกับหิมะอย่างเบามือเมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบไป “ตั้งใจจะแกล้งคุณแท้ๆ แต่พอเอาเข้าจริง...”

 
“ไม่เคยมีคนบอกสินะว่านายมันงี่เง่าแค่ไหน” มือเรียวแนบที่ข้างแก้มเย็นเฉียบของอีวาน

 
“กิลเบิร์ต...”

 
“ถ้าอยากได้ความจริงใจอะไรนั่นนักก็หัดยิ้มออกมาจากหัวใจซะบ้างสิ!!” ต่อว่าอย่างก้าวร้าวก่อนจะเคลื่อนศีรษะขึ้นไปแนบจุมพิตเข้ากับริมฝีปากของอีกฝ่ายที่ยังตะลึงค้าง “ถึงอยู่คนเดียวจะมีความสุขดีแล้วก็เถอะ แต่ฉันก็ไม่รังเกียจหรอกนะถ้าจะมีนายเพิ่มเข้ามาสักคนน่ะ... อีวาน”

 
“นี่คุณ...”

 
“ถึงจะรักอีกฝ่ายมากแค่ไหน แต่จะให้อีกฝ่ายรักเราเท่าที่เรารักเขาทันทีเลยน่ะมันเป็นไปไม่ได้หรอกนะ มันต้องใช้... อะไรนะ... เอ่อ... ที่มันเรียกว่า...”

 
อีวานมองคนพยายามตั้งอกตั้งใจคิดด้วยสายตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความชื่นชม อย่างน้อยๆคนเมาก็สอนให้เขาได้รู้อะไรมากขึ้นล่ะนะ

 
...ที่แน่ๆคือเขาไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวสักหน่อย...

 
 
“จะอะไรก็ช่างเถอะครับ ดูเหมือนคุณจะเป็นคนเมาที่ช่างเจรจาเสียจริง”

 
คนฟังขยับรอยยิ้มอย่างพอใจในคำชมนั้น

 
“ก็แน่ล่ะ คนอย่างฉันมันสุดยอดอยู่แล้วนี่นา”

 
แขนเรียวโอบรอบลำคอแกร่งอีกครั้งก่อนจะแนบจุมพิตอีกหน สัมผัสล่อลวงและชวนให้ค้นหา ความปรารถนาอันร้อนรุ่มถาโถมเข้ามาอีกครั้งพร้อมความรู้สึกที่เอ่อล้น


 
...ยังห่างไกลที่จะเรียกอย่างเต็มปากว่ารัก...

 
...แต่ถึงกระนั้นมันก็ห่างออกมาความเกลียดชังที่คุ้นเคย...


 
ร่างที่ไร้อาภรณ์สองร่างโอบกอดกันแนบชิด จังหวะสอดประสานที่แสนลงตัวปลดปล่อยความสุขออกมาคราแล้วคราเล่า ของเหลวสีขาวคละเคล้าไปกับคราบโลหิตที่หลั่งออกมาอย่างยินยอมพร้อมใจ



 
ค่ำคืนคริสต์มาสที่มีเพียงคนทั้งสองผ่านพ้นไปพร้อมการมาถึงของเช้าวันใหม่ กิลเบิร์ตรู้สึกตัวขึ้นมาด้วยความเมื่อยล้าและอ่อนแรงจนแทบลุกไม่ไหว แต่พอได้เห็นใบหน้าหลับพริ้มอย่างมีความสุขของอีวานก็พลันลืมความเจ็บปวดทั้งหมดไปในทันที ถึงในสายตาคนอื่น คนๆนี้จะโหดร้ายสักแค่ไหน แต่ความอบอุ่นที่คั่งค้างอยู่ภายในตัวเขาก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า


 
...อีวานก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีหัวใจ...


 
“แต่เจ้าบ้านี่ก็รุนแรงกับคนเมามากเกินไปจริงๆแฮะ”

 
อีวานลืมตาโพลงขึ้นมาทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นจนเจ้าของคำพูดถึงกับสะดุ้งโหยง

 
“นี่นายตื่นเมื่อไหร่กันห๊ะ!?”

 
“ก็ตั้งแต่โดน ‘คนแกล้งเมา’ แอบมองไปยิ้มไปเหมือนคนโรคจิตนั่นแหละครับ”

 
“ฉันไม่ได้เมาซะหน่อย!! แต่ยังไงก็เถอะ...” กิลเบิร์ตปิดปากคนที่กำลังจะเอ่ยปากเถียงด้วยริมฝีปากของตน จุมพิตแสนหวานยามเช้าทำให้คนไม่ทันตั้งตัวลืมคำที่ตั้งใจจะพูดไปทั้งอย่างนั้น “...อรุณสวัสดิ์นะ อีวาน”

 
 
ชายหนุ่มแห่งสหภาพโซเวียตขยับรอยยิ้มให้กับคำทักทายนั้น...

 
 
“อรุณสวัสดิ์ครับ กิลเบิร์ต”


 
...เป็นครั้งแรกรู้สึกว่ายิ้มให้กันแล้วอบอุ่นไปทั้งหัวใจ...


 
หิมะสีขาวยังคงโปรยปรายลงมาอย่างไม่มีวันจบสิ้น ภาพของทุ่งหิมะที่ทอดตัวออกไปไกลสุดลูกหูลูกตาแม้จะยังดูอ้างว้าง แต่จิตใจผู้คนนับจากนี้จะไม่มีวันเหี่ยวเฉา การใช้ชีวิตอย่างเด็ดเดี่ยวและเข้มแข็งอาจถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากสภาพอากาศอันโหดร้าย แต่ในที่สุดก็จะค้นพบรอยยิ้มจริงใจเสมือนหนึ่งพานพบดอกทานตะวันที่แสนงดงามบนทุ่งน้ำแข็ง

 
...และประเทศก็สะท้อนตัวตนของประชาชนออกมาเช่นนั้น...



 
“นี่อีวาน...ยังจำที่ฉันพูดเมื่อคืนได้อยู่ใช่ไหม”

 
“หืม...”

 
“การจะทำให้ใครสักคนหันมารักเราเหมือนอย่างที่เรารักเขาได้น่ะมันต้องอาศัย ‘เวลา’”

 
อีวานเลิกคิ้ว

 
“แต่เมื่อคืนคุณนึกคำๆนี้ไม่ออกนี่ครับ”

 
“ก็นั่นแหละ...” กิลเบิร์ตยื่นหน้าเข้ามาใกล้ด้วยรอยยิ้มของคนนึกสนุก “เพราะฉันนึกไม่ออกนี่นาว่า ‘เวลา’ ของฉันหายไปอยู่ที่ไหน”

 
นัยน์ตาสีไวโอเล็ตและนัยน์ตาสีแดงก่ำสบประสานกันอย่างเข้าใจความหมาย


 
“พอจะให้เวลาฉันได้มั้ย อีวาน”

 
“ครับ จากนี้และตลอดไป...”


 
...จนกว่าจะถึงวันที่พวกเราสามารถแปรเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่เริ่มจากเกลียดชังเป็นความรักได้อย่างแท้จริง...







เพราะทุกสิ่งเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น...


 
 
 
 
 
 
fin.
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

อั๊ยย่ะ?! อีวานกิล
อ่านแล้วฟินมาก -////////////-

#4 By ShootingStarzZ on 2012-12-16 18:32

วิ่งมากรีดร้องงงง

สุดยอดดดด ชาบู บูชากันไปเลย

โรปูสุโก้ยยย น่ารักไปแล้ว (กรีดร้องโหยหวน)


อ่านไปเขินไป (บิดตัว)


น่ารักๆๆๆๆ บรรยายไม่ถูกแล้ว


อ่านแล้วแอบว่า อบอุ่นอ่ะะะะะ อบอุ่นนนน


ว่าแต่ต้นคริสมาสของลูกเป็นแบบนั้นเรอะ อีวานซามะะะะ ฮ่ๆาๆๆๆ

ชอบมากๆ


ฟิคโรปูหายากเหลือเกินนนน ปลื้ม

ขอบคุณที่แต่งมาให้ค่ะ วันนี้หลับฝันดีแน่ แอร้ยยย

#3 By MoOk_KuNg_Zaa on 2012-01-14 00:58

อาาาา คิดถึงอีวานกิล ////////

อ่านแล้วเขิน ฟินค่ะ ฮาาาา

#2 By . on 2012-01-03 01:59

สุดยอดดดดดดดดดดดดดด
แต่งดีมากกกกก จากใจเลยค่ะ

#1 By B.Penguin on 2012-01-02 23:25