[KnB] Oneshot - - Answer 「AoKuro」

posted on 31 Aug 2014 21:36 by psychologist-coo

 

 

 

               ราวกับเวลาล่วงเลยผ่านไปนานหลังจบแมตซ์รอบชิงของวินเทอร์คัพ... แม้สามปีแห่งชัยชนะที่เทย์โควจะไม่เคยยินดี... (ไม่สิ... ปีแรกๆก็จำได้ว่ามีความสุขอยู่หรอก...) แต่พอมาคราวนี้ที่โทโอได้ปราชัยตั้งแต่ยังไม่เข้ารอบชิงเลยนั้น มันก็ทำให้รู้สึกโหวงๆอยู่บ้างเหมือนกัน

 

               เขาเลือกที่จะทุ่มเวลาว่างทั้งหมดไปกับการเล่นบาส ใช้เวลาทั้งวันฟังเสียงตกกระทบที่สะท้อนก้องภายในโรงยิม... มันทำให้เขาไม่ต้องคิดอะไร หรืออย่างน้อยก็เฉพาะในยามนี้ที่ปราศจากปัญหาค้างคาใจใดๆมารบกวน

 

               ลูกบาสในมือลอดผ่านห่วงอย่างงดงามโดยไม่ต้องอาศัยความพยายามเลยแม้แต่น้อย... หากทุกเรื่องราวบนโลกนี้สามารถก้าวข้ามผ่านไปได้เช่นเดียวกับการชู้ตนี้ก็คงดี

 

               “เท็ตสึ...” เขาพร่ำเรียกชื่อนี้ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้งต่อวัน ได้จับลูกบาสก็เหมือนจะลืมๆไป แต่พอก้าวออกจากโรงยิมเมื่อไหร่‘ความรู้สึกผิดนั้น’ก็ยังตามมาหลอกหลอนทุกที

 

               ทั้งที่เหมือนทุกอย่างจะคลี่คลายลงไปหมดแล้วนับแต่แมตซ์ที่โทโอพ่ายแพ้ต่อเซย์ริน ทว่าพอได้ไปดูการแข่งในรอบชิงนั้น... ความเจ็บปวดที่ไม่รู้ว่ามีต้นตอจากไหนกลับโหมกระหน่ำอย่างที่ทำให้ความคิดสับสนว้าวุ่นไปหมด

 

 

               เพราะนั่นคือบาสอย่างที่เขาเฝ้าฝันมาตลอด?

 

               เพราะคนที่อยู่เคียงข้างเท็ตสึคือคางามิ?

 

 

               ไม่อาจรู้คำตอบได้เลย... เหมือนโจทย์ที่แก้ไม่ออก... เขาไม่ใช่คนฉลาด แต่ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นคือ... เขาโง่เกินกว่าจะบอกได้ว่าสิ่งที่ตัวเองต้องการที่สุดคืออะไร

 

 

               เขาจึงเลี่ยงการเผชิญหน้าเจ้าของนามนั้นมาตลอด... เพิ่งมารู้ในตอนนี้เองว่า ยามเป็นฝ่ายต้องซ่อนตัวจากสายตาใครนั้น แม้แต่คนที่จืดจางที่สุดบนโลกเขาก็ยังมองเห็นได้ชัดเจน และตรึงตราอย่างที่เคยเป็นมาเสมอในความทรงจำ

 

               เรื่องที่เขาไม่ได้สนใจ... เรื่องที่เหมือนจะลืมไปทั้งหมด... โดยเฉพาะที่เคยทำร้ายอีกฝ่ายด้วยคำพูดไม่ทันคิดนั้น... กลับย้อนคืนมา...

 

 

               ‘ฉันลืมวิธีรับลูกพาสของนายไปแล้ว’

 

                ความเย็นชาในน้ำเสียงที่เขาไม่เคยรับรู้ ตอกย้ำว่าประโยคนั้นไม่เพียงทำให้อีกคนต้องทนทุกข์ แต่ทำให้เขามานึกเสียใจเอาทีหลังที่ครั้งหนึ่งเคยโกหกแม้กระทั่งตัวเอง

 

               การส่งลูกที่ไม่ว่าอยู่ที่ไหนเมื่อไหร่ก็เชื่อมั่นว่ามันจะพุ่งตรงมายังฝ่ามือของเขาเสมอ... คล้ายดอกทานตะวันที่หันหน้าเข้าหาเพียงแสงอาทิตย์...

 

 

               เขาจะไปลืมได้อย่างไรกัน...

 

 

               “บ้าชะมัด”

 

 

               แบบนี้มันก็ไม่ต่างจากที่ซัทสึกิคอยกรอกหูเขามาตลอดน่ะสิ...

 

 

 

               “ไม่สมกับเป็นไดจังเลยนะ เรื่องที่เอาแต่ใช้สมองเนี่ย”

 

               “แล้วปกติเธอเห็นฉันใช้ขี้เลื่อยในกะโหลกดำเนินชีวิตรึไงฟะ!!” แสร้งเฉไฉทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงมากแค่ไหน... ซัทสึกิเป็นคนเดียวที่คอยเฝ้าดูเขากับเท็ตสึเรื่อยมา และพยายามทำทุกวิถีทางให้เขากับอีกฝ่ายได้กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง

 

               ซึ่งคงจะสำเร็จด้วยดีไปแล้ว ถ้าเขาเลือกจะเป็นตัวเขาเอง... เลือกเป็นคนไม่คิดอะไร ใช้แค่สัญชาตญาณในการมีชีวิต ไม่จมปลักกับความสำนึกผิดเหมือนอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้

 

               ครั้งล่าสุดที่เจอกัน เธอได้ทิ้งคำถามให้เขาต้องเก็บมาคิดเพิ่มความปวดหัวขึ้นอีก...

 

               “สำหรับฉันน่ะ ความสุขของฉันคือการที่เห็นคนที่ฉันรักที่สุดมีความสุข แล้วไดจังล่ะ... อะไรคือสิ่งที่ทำให้มีความสุขที่สุด อะไรคือสิ่งที่ต้องการมากที่สุด

 

 

                ให้ตายเถอะ...

 

                ก็เพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่ต้องการมากที่สุดคืออะไรนั่นแหละถึงได้สับสนมากขนาดนี้...

 

 

                แต่สำหรับเรื่องที่ทำให้มีความสุขที่สุดมันก็แน่อยู่แล้วไม่ใช่หรือ

 

 

 

               ‘บาสเกตบอล’

 

 

 

               เพียงสิ่งนี้ที่ทำให้ได้ใช้ชีวิตในแบบที่เป็นของตัวเอง

 

 

               เพียงสิ่งนี้ที่เหมือนเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจ

 

 

               ทั้งที่เคยมั่นใจอย่างนั้น... แต่พอหวนคิดกลับไป มันก็เคยมีช่วงเวลาหนึ่งจริงๆที่เหมือนตัวเองไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่เลย เป็นช่วงเวลาที่ไม่สามารถเอากลับคืนมาได้...

 

 

               ช่วงที่เกือบเรียกได้ว่าเกลียดบาสเกตบอลไปแล้ว...

 

 

               แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด หากเขาหมกมุ่นกับบาสขนาดนี้แล้วยังไม่อาจเป็นอิสระได้ ก็คงหมายความว่านั่นไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องอย่างแท้จริง

 

               เขาไม่รู้ว่าความสุขของคนเราจะเกิดจากการได้สิ่งที่ต้องการมาไว้ในกำมือหรือเปล่า แต่หากว่านั่นคือสิ่งที่สมควรลองทำแล้ว เขาก็ไม่มั่นใจเลยว่าตัวเองจะรักษาสิ่งที่ไขว่คว้ามานั้นไว้ได้นานแค่ไหน

 

 

                “เท็ตสึ...”

 

               เขาได้ยินเสียงของตัวเองเรียกชื่อนั้นอีกครั้งขณะก้าวเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ พอๆกับสมองสั่งการให้เรียกชื่อคนๆเดียวออกมา เท้าสองข้างก็พาเขามาหยุดอยู่ลงที่เดิมและทำกิจกรรมเดียวกันกับทุกวัน

 

               “สองชิ้นนะครับ?”

 

               เขาพยักหน้า รู้ดีว่าหากขยับริมฝีปากพูดเมื่อใด สิ่งที่จะเอ่ยออกมาคงมีเพียงหนึ่งชื่อเท่านั้น

 

               “เป็นเจ้าของไอศกรีมอีกแท่งสินะครับ” ครั้งหนึ่งพนักงานร้านถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม เมื่อเขาเผลอเรียกไปโดยไม่รู้ตัว “ซื้อให้ทุกวันแบบนี้ คงเป็นคนที่สำคัญมากแน่ๆ”

 

 

               อาโอมิเนะไม่ตอบ และดูเหมือนพนักงานคนนั้นจะเข้าใจได้เองว่าไม่ควรถามอีก

 

 

               หนึ่งคนกับไอติมสองแท่ง...

 

 

                ยามค่ำคืนที่อากาศค่อนข้างเย็นอยู่แล้ว... แท่งแรกอาจแค่ทำให้ปลายลิ้นชา... แต่แท่งที่สองนั้นกลับเย็นเยือกไปถึงขั้วหัวใจ...

 

 

               แปลกเหลือเกินที่ทำไมหัวใจยังไม่ด้านชาไปตลอดกาลเสียที...

 

 

 

               “เท็ตสึ...”

 

               หรือชีวิตต่อจากนี้เขาจะไม่สามารถพูดคำอื่นได้อีกแล้ว...

 

 

 

               “มีคนที่ดูทรมานจากการกินไอติมสองแท่งอยู่จริงๆด้วยนะครับ”

 

 

 

               “เท็ตสึ!?”

 

 

              ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าความเย็นของขนมหวานทำให้คนหูแว่ว แต่เจ้าของเสียงนั้นไม่ควรมาอยู่ที่นี่ในเวลานี้ เวลาที่เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายได้เข้านอนไปแล้ว...

 

 

               “อาโอมิเนะคุ--”

 

               โครม! เขาเพิ่งลบภาพหน้าต่างชั้นสองของบ้านหลังหนึ่งที่เห็นบ่อยจนจำได้กระทั่งลายไม้ออกจากหัว ตอนที่ชนเข้ากับวัตถุสูงประมาณไหล่อย่างจังและวัตถุที่ว่านั่นก็เป็นฝ่ายกระเด็นกลับไปข้างหลัง

 

               “เท็ตสึ!!” เขาตกใจจนเผลอทิ้งไอติมที่ยังกินเหลือ

 

               “น่าเสียดายออกครับ” แววตากลมโตมองซากอารยธรรมของหวานบนพื้นด้วยหมายความเช่นนั้นจริงๆ “แต่ทำหน้าตกใจแบบนั้นค่อยสมเป็นอาโอมิเนะคุงขึ้นมาหน่อย”

 

               รอยยิ้มบางๆคล้ายกับกำลังยิ้มให้ตัวเองมากกว่าจะส่งมาถึงเขา...

 

               พอตัวจริงมาอยู่ตรงหน้า ไม่ใช่แค่ชื่อที่เขาพร่ำเรียก ความคิดทุกอย่างก็ดูเหมือนจะหยุดลงที่ตรงนั้น... มือไม้ขยับไม่ได้ เสียงที่ดังก้องอยู่มีเพียงจังหวะสูบฉีดเลือดจากหัวใจของตัวเอง

 

               และถ้าขยับริมฝีปากได้ คงมีสองพยางค์เท่านั้นที่สมองจะสั่งการให้พูดในตอนนี้...

 

 

                “ผมเคยคิดว่ามิสไดเรคชั่นจะใช้กับคุณไม่ได้ผลแล้วซะอีกนะครับ”

 

               เขาคงทำหน้าแสดงความโง่ขั้นสุดออกไปแน่ๆ เท็ตสึถึงต้องอธิบายในประโยคต่อมา

 

                “เพราะไม่ว่าโมโมอิซังจะชวนไปซื้อของที่ไหนก็มีสายตาคู่หนึ่งจ้องมาทางพวกเราตลอด... ขนาดจะปิดไฟนอนก็ยังเห็นเงามืดๆแถวรั้วบ้าน... พอคิดจะออกมาร้านสะดวกซื้อตอนกลางคืนก็ยังได้ยินเสียงคนเรียกชื่อตัวเอง... เกือบเข้าใจว่าหลงเข้าไปในหนังผีหรือหนังสยองขวัญอะไรทำนองนั้นเลยครับ”

 

               “ฉันไม่ใช่วิญญาณร้ายหรือฆาตกรนะเฟ้ย!! เห็นเงียบไปหน่อยนี่พูดเอาๆเลยนะเจ้าบ้า”

 

               “เรียก‘คนโรคจิต’ดีกว่าครับ”

 

               งั้นเอาคำว่าสตอล์คเกอร์มาปาใส่กันหน้ากันเลยเถอะ!!

  

               เขาเผลอเคาะกำปั้นใส่หัวคนข้างๆไปด้วยความเคยชิน...

 

 

              “เจ็บนะครับ”

 

 

 

 

 

               ทำให้หาเสียงของตัวเองเจอ...

 

 

               ทำให้หาที่ทางของมือตัวเองได้...

 

 

 

               และทำให้หาตัวตนพบในที่สุด...

 

 

 

  

               มันคือสิ่งที่เรียกว่า ‘ความเคยชิน’... นี่เองสินะ...

 

 

 

 

               “จู่ๆก็หัวเราะขึ้นมาแบบนั้น ยิ่งดูเหมือนคนโรคจิตนะครับ อาโอมิเนะคุง”

 

 

 

               ทั้งที่โดนหลอกด่าด้วยสีหน้าเฉยเมย แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่โกรธ...

 

 

               เอาแล้วไง... หยุดหัวเราะไม่ได้เลยแฮะ

 

 

               “อาโอมิเนะคุง?” เท็ตสึโบกฝ่ามือไปมาตรงหน้าเขารัวๆ “ยังสบายดีอยู่รึเปล่าครับ”

 

 

               เขาคว้ามือข้างนั้นไว้ สัมผัสได้ถึงความอบอุ่น...ก่อนจะค้นพบเหตุผลว่าทำไมถึงอยากจับมืออีกฝ่ายขึ้นมาเสียอีก

 

               ไม่สิ... ต้องไม่คิดอะไรเลยถึงจะสมเป็นเขาสินะ

 

 

                “โทษที... ที่หลบหน้าน่ะ...”

 

 

               เท็ตสึกระพริบตาปริบๆ ไม่ได้ชักมือออก และไม่มีท่าทีว่าจะประทุษร้ายร่างกายเขาแต่ประการใด

 

 

               “มีปัญหารึไง”

 

 

               เขารู้ว่าจับมือข้างนั้นนานเกินพอดี... แต่ก็ไม่อยากปล่อยไป...

 

 

               “นึกว่าจะขอโทษที่ทำตัวเป็นสตอล์คเกอร์ก่อนซะอีกนะครับ”

 

 

               เท่านั้นแหละ... ได้ยินแล้วแทบปล่อยมือออกมาทันควัน แต่เท็ตสึกลับเป็นฝ่ายกระชับมือแน่น...

 

 

 

 

              เหมือนไม่อยากให้ต้องแยกจากกันอีก...

 

 

 

 

 

               “ถ้าเป็นไปได้อยากเดินซื้อของกับอาโอมิเนะคุง...”

 

 

 

               “อยากให้กดกริ่งหน้าบ้าน...”

 

 

 

               “อยากให้เรียกชื่อตอนที่อยู่ด้วยกัน...”

 

 

 

 

 

                “แล้วก็ครั้งหน้า...”

 

 

 

 

 

 

               “กรุณาอย่าแอบมากินไอติมส่วนของผมคนเดียวอีกนะครับ”

 

 

 

 

 

               ทั้งที่เป็นประโยคธรรมดาทั้งหมดแท้ๆ แต่ความอบอุ่นกลับแผ่ซ่านส่งผ่านจากปลายนิ้วมือที่สอดประสานไหลเวียนมายังตำแหน่งที่เรียกว่าหัวใจ...

 

 

 

 

               นั่นคือความสุขที่เฝ้าตามหา...

 

 

               นั่นคือความปรารถนาที่เคยเชื่อว่าจะไม่มีวันค้นพบ...

 

 

 

 

               ‘การได้อยู่เคียงข้างและตั้งใจจะใช้ชีวิตทุกวันนับจากนี้ไปพร้อมๆกัน

 

 

 

 

 

               ...ขอบคุณที่กลับมา...

 

 

               ...สัญญาว่าจากนี้จะไม่ทำให้เสียใจอีก...

 

 

 

 

 

 

 

 

I swear with this warmness embraced us together.

 

 

From now on, our memories will never bring us sorrow.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-- HAPPY BIRTHDAY AOMINE DAIKI --

 

31 . 8 . 57

 

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

จริงๆแล้วนายอยากได้น้องกลับมาในชีวิตแต่โง่เกินจะยอมรับสินะ อาโฮ่มิเนะเอ๊ย

#2 By freyachan on 2014-09-01 09:19

โอ๊ยย หัวใจจะขาดรอนๆค่ะะะ พี่ฟ้าน่ารักอะไรอย่างนี้ ครกคุงน่าฟัดอะไรอย่างี้!!
พี่ฟ้าต้องรอให้น้องมากระตุ้นถึงจะลงมือแบบนี้ตลอด เลิกซึนได้แล้วจะดีงามนะพ่อของดำ 55555555

#1 By -Urius- on 2014-08-31 22:12